

KEY
POINTS
กรมทรัพยากรนํ้า ในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจหลักในการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งนํ้าในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ตลอดจนการบริหารจัดการระบบกระจายนํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร และการป้องกันบรรเทาภัยอันเกิดจากนํ้าทั่วประเทศ
จากสถานการณ์วิกฤตการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าเชื้อเพลิงนํ้ามันดีเซลที่ใช้ในการสูบนํ้า และการบริหารจัดการระบบกระจายนํ้าในระดับพื้นที่ ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงและผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้หลายภูมิภาคทั่วประเทศต้องเผชิญกับสภาวะภัยแล้ง และการขาดแคลนนํ้าอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง
สภาพปัญหาเหล่านี้ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนํ้าให้มีเสถียรภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานํ้าอย่างยั่งยืน กรมทรัพยากรนํ้าจึงได้จัดทำแผนงานและโครงการฟื้นฟูแหล่งนํ้าพร้อมยกระดับระบบกระจายนํ้า ด้วยการนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาครัฐ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปพร้อมกัน
ล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รายงานว่า หนึ่งในโครงการบริหารจัดการนํ้าที่เสนอมายังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงิน ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นโครงการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยกรมทรัพยากรนํ้า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นข้อเสนอขอใช้เงินกู้ วงเงิน 14,793.29 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยเป็นแผนงานที่มีระยะเวลาดำเนินงานเร่งด่วน 1 ปี ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงานในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรนํ้ารวม 57 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหานํ้าและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่นอกเขตชลประทานอย่างเป็นระบบและทั่วถึง
สำหรับการจัดสรรงบดังกล่าว จะนำมาใช้สำหรับโครงการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการนํ้า เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาทิ ระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เข้ามาใช้ในกระบวนการฟื้นฟู่แหล่งนํ้า และกระจายนํ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาครัฐ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จำนวน 402 โครงการ แบ่งการดำเนินงาน 4 กิจกรรมหลัก
ประกอบด้วย งานเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบริหารจัดการนํ้า จำนวน 3 รายการ วงเงิน 112.60 ล้านบาท โครงการก่อสร้างระบบกระจายนํ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 127 โครงการ วงเงิน 5,025.10 ล้านบาท โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งนํ้าพร้อมระบบกระจายนํ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 183 โครงการ วงเงิน 7,365.60 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายนํ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 89 โครงการ วงเงิน 2,289.98 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 ส่วนนี้จะทำให้กรมทรัพยากรนํ้าสามารถพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านนํ้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การฟื้นฟูต้นนํ้า แหล่งนํ้าธรรมชาติ การก่อสร้างอาคารบังคับนํ้า ไปจนถึงการติดตั้งระบบสูบและกระจายนํ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งตรงถึงพื้นที่แปลงเกษตรและชุมชน
สำหรับขอบเขตงานทางวิศวกรรมและการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ ทั้ง 402 โครงการจะครอบคลุมเนื้องานสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ งานเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ งานดินสำหรับการขุดลอกและปรับสภาพแหล่งนํ้า งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับอาคารสูบนํ้าและอาคารบังคับนํ้า งานป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง และโครงสร้างนํ้า งานจัดหาและวางท่อส่งนํ้าพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแรงดัน งานก่อสร้างอาคารประกอบระบบกระจายนํ้า งานติดตั้งระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Pumping System) ขนาดมาตรฐานที่สอดคล้องกับศักยภาพแหล่งนํ้า และงานเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ความคุ้มค่าของโครงการนี้ กรมทรัพยากรนํ้าประเมินว่า จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้แก่ระบบนํ้าและพลังงานของประเทศไทยอย่างมหาศาล โดยประเทศจะมีระบบบริหารจัดการและกระจายนํ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพรวม 402 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณนํ้าต้นทุนสะสมได้สูงถึง 326.38 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและการอุปโภคบริโภคที่ได้รับประโยชน์รวม 202,252 ไร่ (ประมาณ 2.02 แสนไร่) และมีประชาชนในพื้นที่ชนบทนอกเขตชลประทานได้รับประโยชน์โดยตรงรวมกว่า 69,750 ครัวเรือน
ทั้งนี้การเปลี่ยนระบบกระจายนํ้าจากพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่านํ้ามันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าในการสูบนํ้าของกลุ่มเกษตรกร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ 57 จังหวัด จากการมีนํ้าใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี สามารถทำทำการเกษตรได้มากกว่าหนึ่งฤดูกาล และลดความเสี่ยงจากสภาวะภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรและการบริหารจัดการนํ้า สนับสนุนเป้าหมายการเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศอีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง