

KEY
POINTS
การพัฒนาการของเอลนีโญในเดือนมิถุนายน 2569 ส่งผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว โดยสภาพการณ์ที่กระแสลมค้าในเขตร้อนอ่อนกำลังลง ทำให้สายการเดินเรือพาณิชย์และทีมวางเส้นทางเดินเรือ (Maritime Weather Routing) ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างฉับพลัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการเปลี่ยนทิศทางของกระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก
วางแผนเส้นทางเดินเรือรับความเสี่ยงพายุและคอขวดคลองปานามา
ในการวางแผนเส้นทางเดินเรือช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาทางทะเลได้กำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยและโปรโตคอลการหลบเลี่ยงพายุหมุนเขตร้อนที่เข้มงวด โดยกำหนดระยะห่างขั้นต่ำ (Evasion Protocol) ไว้ที่ 50 ไมล์ทะเลจากรัศมีของลมแรงระดับ 35 นอต
พร้อมกันนี้ ยังมีการนำกฎการคำนวณ "1-2-3" ของ NOAA มาประยุกต์ใช้ เพื่อขยายเขตอันตรายออกไปถึง 300 ไมล์ทะเลสำหรับการคาดการณ์ล่วงหน้า 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภัยจากพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลัน
ขณะเดียวกัน ตัวแบบจำลองพยากรณ์อากาศของ สถาบันวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและสังคม (IRI) ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดปัญหาคอขวดและการจำกัดจำนวนเรือผ่านทางในคลองปานามา (Panama Canal Bottleneck) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ใช้ป้อนระบบประตูกั้นน้ำของคลองลดต่ำลงจากสภาวะภัยแล้งจัดในอเมริกากลาง
ในมิติของการเกิดพายุหมุนเขตร้อน พลวัตของเอลนีโญในซีกโลกเหนือส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนและพายุไต้ฝุ่นในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก เนื่องจากมีพลังงานความร้อนจากน้ำทะเลคอยหนุนเสริม
ในทางตรงกันข้าม ปรากฏการณ์นี้กลับสร้างแรงเฉือนของลมในระดับบน (Vertical Wind Shear) ซึ่งทำหน้ายับยั้งและขัดขวางการพัฒนาตัวของพายุหมุนเขตร้อนในแอ่งมหาสมุทรแอตแลนติก ส่งผลให้ NOAA คาดการณ์ว่าสถิติพายุและพายุเฮอร์ริเคนในฝั่งแอตแลนติกในปี 2569 จะมีจำนวนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยปกติ
ระบบภูมิอากาศโลกยังตรวจพบภาวะฝนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในประเทศอินเดียหยุดชะงักอย่างรุนแรง (Monsoon Stall) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมของอินเดียต่ำกว่าปกติร้อยละ 38-41
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การขาดแคลนน้ำในเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่พึ่งพาน้ำบาดาลอย่างบังคาลอร์ ไฮเดอราบัด และปูเน
จากการศึกษาระบุว่า การอ่อนกำลังของมรสุมอินเดียเกิดจากการทำงานประสานกันของระบบสภาพภูมิอากาศ 5 ระบบที่ส่งผลลบร่วมกัน ได้แก่
การก่อตัวของสภาวะอุ่นขึ้นของเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
ความเคลื่อนไหวของการสั่นไหวแมดเดน-จูเลียน (MJO) ที่อยู่ในเขตแห้งแล้งและไม่สนับสนุนการก่อตัวของเมฆฝนอิทธิพลของกระแสลมตะวันตกเฉียงเหนือที่แห้งแล้ง ซึ่งพัดสอบเข้ามาตามร่องมรสุมเนื่องจากพลังงานพายุในแปซิฟิกดึงความชื้นออกไป
การอ่อนกำลังลงของกระแสลมกรดโซมาลี (Somali Jet) ทำให้การพัดส่งความชื้นข้ามมหาสมุทรอินเดียลดน้อยลงสภาวะดัชนีความต่างอุณหภูมิมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ที่ยังมีสถานะเป็นกลาง จึงไม่มีพลังความร้อนมาช่วยพยุงฝนฝั่งเอเชียใต้
อินเดียตะวันออกและบังกลาเทศเผชิญน้ำท่วมและดินถล่ม
อย่างไรก็ดี ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียประสบภัยแล้ง ทว่าบริเวณอินเดียฝั่งตะวันออกและบังกลาเทศกลับประสบปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มอย่างหนักในรัฐเบงกอลตอนบนและโกลกาตา เนื่องจากอิทธิพลของแนวเขาและพายุฝนฟ้าคะนองในท้องถิ่น ส่งผลให้แม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำทีสตา (Teesta) และแม่น้ำบาลาซอน (Balason) เอ่อล้นตลิ่งจนเกือบถึงระดับวิกฤต
นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว โดยเครื่องบินโดยสารของสายการบิน IndiGo เที่ยวบิน 6E6068 ถูกฟ้าผ่ากลางรันเวย์ท่าอากาศยานโกลกาตา ระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ระบบสภาพอากาศโลกที่ส่งผลกระทบร่วมในเดือนมิถุนายน 2569
การกระจายตัวของกระแสลมกรด (Jet Stream) ทำให้กระแสลมกรดพัดโค้งลงใต้ในฝั่งสหรัฐฯ และแคนาดา ส่งผลให้ปริมาณฝนทางตอนใต้ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ทำให้พื้นที่ตอนเหนือมีสภาพแห้งแล้งและอุ่นขึ้น ส่วนปฏิกิริยาลมเฉือนในแอตแลนติก (Wind Shear) ทำหน้ายับยั้งการหมุนวนและยกตัวของอากาศชื้น ส่งผลให้คาดการณ์ปริมาณพายุและเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกต่ำกว่าปกติ
ขณะที่การอ่อนกำลังของกระแสลมกรดโซมาลี (Somali Jet) ทำให้ลมมรสุมพัดพาความชื้นข้ามมหาสมุทรได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะมรสุมอินเดียหยุดชะงัก และปริมาณฝนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 38 ด้านปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพลในเชิงบวก (Positive IOD) ทำให้น้ำทะเลฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียเย็นลง และเพิ่มความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง ไฟป่า และฝุ่นควันข้ามแดนในอินโดนีเซีย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง