

KEY
POINTS
โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลผลักดันในฐานะ เมกะโปรเจ็กต์ เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน กำลังถูกจับตาอย่างหนัก ไม่เพียงในมิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ยังรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง
โดยเฉพาะประเด็น การถมทะเลเพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศใต้ทะเลและทรัพยากรทางธรรมชาติที่เปรียบเสมือน “ขุมทรัพย์” ของชุมชนชายฝั่ง
พื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ถือเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญของประเทศ ทั้งแนวปะการัง หญ้าทะเล แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และแหล่งประมงพื้นบ้าน หากเกิดการถมทะเลหรือขุดลอกร่องน้ำขนาดใหญ่
อาจกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ ทำให้ตะกอนดินฟุ้งกระจาย กระทบคุณภาพน้ำทะเล รวมถึงส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำและวิถีชุมชนประมงในระยะยาว
แม้ภาครัฐจะมองว่าแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย แต่คำถามสำคัญที่สังคมยังต้องการคำตอบ คือ การพัฒนาในระดับมหาศาลเช่นนี้จะสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลได้มากน้อยเพียงใด
เพราะหาก ต้นทุนสิ่งแวดล้อม สูงเกินไป อาจกลายเป็นผลกระทบที่ยากจะประเมินมูลค่าความเสียหายในอนาคต ข้อกังวลดังกล่าวจึงนำมาซึ่งการคัดค้านของคนในพื้นที่ ที่ต้องศึกษาให้รอบด้าน
สอดคล้องกับ นายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานหอการค้าอาวุโสจังหวัดระนอง และกรรมการสภาหอการค้าไทย เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า พื้นที่พัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ที่คนในพื้นที่เป็นกังวลนั่นคือการถมทะเล เป็นบริเวณกว้าง โดยพื้นที่จังหวัดระนอง กว่า1,000ไร่ และในฝั่งของชุมพร กว่า5,000ไร่
เพื่อสร้างท่าเรือของทั้งสองฝั่งรวมกว่า6,000ไร่ จะสร้างผลกระทบขุมทรัพย์สิ่งแวดล้อมและภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะเกาะพะยาม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของต่างชาติ และแม้ว่าจะมีผลการศึกษาออกมาแต่ประเมินว่ายังไม่น่าไว้วางใจ
เพราะการถมทะเลต้องใช้หินจำนวนมาก ทำให้น้ำทะเลขุ่นสัตว์น้ำหายไป รวมถึงปะการัง และลุกลามไปถึงผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว อย่างไรก็ตามต้องการให้รัฐบาลศึกษาให้รอบด้านอีกครั้งโดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการถมทะเล ที่จะทำอย่างไรถึงจะช่วยลดผลกระทบได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง