

KEY
POINTS
วันที่ 8 เมษายน 2569 โลกกำลังจับตานับถอยหลัง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด ขู่สั่งโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานทั่วประเทศ หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับเงื่อนไขเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์
เส้นตายถูกกำหนดไว้ที่ 20.00 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หรือราว 07.00 น. ของวันที่ 8 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย พร้อมเงื่อนไขที่ไม่อาจเลี่ยงได้อิหร่านต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ สิ่งที่กำลังถูกพูดถึงไม่ใช่เพียงการโจมตีแต่คือผลสะเทือนเชิงระบบ ที่กำลังลุกลามจากพลังงาน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต และอาจไกลถึงระเบียบโลก
ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย พลังงานไฟฟ้าไม่เคยเป็นเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นหัวใจของ “น้ำ” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ขาดไม่ได้ในพื้นที่กึ่งทะเลทราย โรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หรือ Desalination Plants ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการขับเคลื่อนระบบรีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis) หรือการกลั่นด้วยความร้อน
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน และการตอบโต้ที่ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กำลังสร้างวิกฤตความมั่นคงด้านน้ำที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ภายในอิหร่าน การหยุดชะงักของกระแสไฟฟ้าได้ส่งผลกระทบต่อระบบปั๊มน้ำและการบำบัดน้ำเสียในเมืองใหญ่ ทำให้ประชากรหลายล้านคนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำสะอาด และโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นตามมา
แต่ภาพที่หนักหน่วงกว่านั้นกำลังเกิดขึ้นในระดับภูมิภาค เมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในคูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำจืดในคูเวต และศูนย์จัดเก็บเชื้อเพลิงของบาห์เรน
สำหรับประเทศเหล่านี้ น้ำจืดจากน้ำทะเลไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือเส้นชีวิตเพียงสายเดียวของการดำรงชีวิตและการผลิตอุตสาหกรรม
การทำลายโรงผลิตน้ำจืดจึงไม่ใช่แค่ความเสียหายเชิงกายภาพ หากแต่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ เพราะประเทศในอ่าวเปอร์เซียมีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติน้อยมาก
การสูญเสียขีดความสามารถในการผลิตน้ำ ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากในทันที แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของการอยู่อาศัยในภูมิภาคนี้
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการทำลายสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของพลเรือน โลกจึงไม่ได้สูญเสียเพียงพลังงาน แต่กำลังสูญเสียระบบนิเวศของการดำรงชีวิตมนุษย์ในพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงที่น่ากังวล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชฮร์ (Bushehr) และสถานที่นิวเคลียร์อื่นๆ กลายเป็นจุดที่ถูกจับตา แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะระบุว่าการโจมตีมุ่งลดขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิหร่านยืนยันว่าโรงไฟฟ้าบูเชฮร์เป็นสถานที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อสันติ ภายใต้การควบคุมของ สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ
ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่คำอธิบาย แต่คือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น การโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าที่กำลังดำเนินการ อาจนำไปสู่การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี ซึ่งสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
รายงานของนักวิทยาศาสตร์รัสเซียในปี 2559 ระบุว่า หากเกิดการรั่วไหลที่บูเชฮร์ ฝุ่นกัมมันตรังสีอาจเดินทางถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายใน 24 ชั่วโมง และถึงโอมานและซาอุดีอาระเบียภายใน 36–48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับทิศทางลม
ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่สุขภาพมนุษย์ แต่จะทำลายระบบนิเวศทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียอย่างถาวร และทำให้โรงผลิตน้ำจืดทั่วภูมิภาคไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากน้ำทะเลที่ใช้เป็นวัตถุดิบเกิดการปนเปื้อน
วงจรของวิกฤตพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม จะทับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นในระดับที่ยากจะควบคุมสิ่งที่กำลังถูกทำลายในสถานการณ์นี้ ไม่ได้มีเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือบรรทัดฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ที่โลกใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างขึ้น
เมื่อสถานประกอบการนิวเคลียร์ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศ กลายเป็นเป้าหมายทางทหารอย่างเปิดเผย โลกกำลังเผชิญแบบอย่างใหม่ที่อันตราย
ราฟาเอล กรอสซีผู้อำนวยการใหญ่ IAEA ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนสูงสุด สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่หายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีพรมแดน หากความขัดแย้งนี้นำไปสู่อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ สิ่งที่สูญเสียไปจะไม่ใช่เพียงพื้นที่หนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย แต่คือความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยนิวเคลียร์ของโลกทั้งหมด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง