

KEY
POINTS
เวลาพูดถึงสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอล ผลกระทบเรื่องนํ้ามันถือเป็นหัวใจของสิ่งที่หลายคนนึก แต่ความจริงแล้วสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “ต้นทุนทางอาหาร” ที่ค่อย ๆ ถูกผลักให้สูงขึ้นแบบเงียบ ๆ ผ่านระบบพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบการเกษตร โดยเฉพาะเมื่อความตึงเครียดลามไปถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าพลังงานโลก
UNCTAD ระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซนี้รองรับนํ้ามันทางเรือราวหนึ่งในสี่ของโลก และยังเป็นทางผ่านของก๊าซธรรมชาติเหลวและปุ๋ยเคมีในปริมาณมากด้วย เมื่อการเดินเรือสะดุด ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามก็พุ่งขึ้นทันที สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่นํ้ามันแพงขึ้น แต่คือทุกต้นทุนที่โยงกับการผลิตอาหารเริ่มขยับขึ้นพร้อมกัน
ในความเป็นจริง ระบบอาหารสมัยใหม่พึ่งพาพลังงานแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เครื่องจักรไถหว่าน ปั๊มนํ้า ระบบชลประทาน ห้องเย็น โรงสี โรงงานแปรรูป ไปจนถึงรถบรรทุกที่ขนอาหารจากไร่สู่ตลาด ยิ่งพลังงานแพง ต้นทุนเหล่านี้ยิ่งส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตรและอาหารปลายทาง ธนาคารโลกชี้ว่าก๊าซธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญของต้นทุนปุ๋ยไนโตรเจน ดังนั้นเมื่อสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมไม่หยุดอยู่แค่หน้าปั๊มนํ้ามัน แต่จะไหลไปถึงราคาข้าว ผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทุกมื้อของพวกเรา
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงนี้ยิ่งไม่ควรถูกมองข้าม เพราะไทยไม่ได้พึ่งตะวันออกกลางแค่นํ้ามัน แต่ยังพึ่งวัตถุดิบที่เกี่ยวกับการเกษตรด้วย เพราะไทยพึ่งปุ๋ยจากตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก แม้กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปัจจุบันไทยยังมีสต็อกจำนวนมากและเพียงพอใช้ไปอีกหลายเดือน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะนิ่งนอนใจไม่ทำอะไรเลยกับเรื่องนี้ เพราะหากสงครามลากยาวหรือค่าขนส่งแพงต่อเนื่อง ต้นทุนปุ๋ยรอบใหม่ก็ย่อมขยับตาม
เมื่อมองผ่านกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัญหานี้จึงไม่ได้กระทบเพียง เป้าหมายเรื่องพลังงานสะอาดและเข้าถึงได้เท่านั้น แต่ลามไปถึงเป้าหมายเรื่องขจัดความหิวโหย และเป้าหมายเรื่องขจัดความยากจนโดยตรง เพราะเมื่ออาหารแพงก็จะกระทบครัวเรือนรายได้น้อยก่อนเสมอ ยิ่งเมื่อโครงสร้างทางสังคมของไทยมีความเหลื่อมลํ้าในการเข้าถึงบริการพื้นฐานและทรัพยากรทางเศรษฐกิจสูง หากต้นทุนอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากสงคราม ภาวะเปราะบางนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายของรัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การติดตามราคานํ้ามันหรือขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ต้องยกระดับ “ความมั่นคงทางอาหาร” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติด้วย รัฐควรมองปุ๋ยเป็นสินค้ายุทธศาสตร์เช่นเดียวกับพลังงาน โดยจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าทั้งด้านราคา สต็อก และเส้นทางนำเข้า เร่งกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบการเกษตร ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป พร้อมพิจารณากองทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าเฉพาะกลุ่มสำหรับเกษตรกรรายย่อยหากต้นทุนปุ๋ยและพลังงานพุ่งสูงขึ้น
ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้เตือนเราว่า ความมั่นคงทางพลังงานกับความมั่นคงทางอาหารไม่เคยแยกจากกันเลย ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนการผลิตอาหารก็ยิ่งสูงขึ้น และเมื่ออาหารแพงขึ้น คนจนจะเป็นผู้รับภาระก่อนใครทั้งหมด หากรัฐบาลยังมองปัญหานี้แค่เรื่องราคานํ้ามันรายวัน ก็อาจแก้ได้เพียงปลายเหตุ
เราจะเห็นว่านี่คือโจทย์ใหญ่ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า หรือเรื่องต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ในวันที่โลกผันผวนมากขึ้น การปกป้องเป้าหมายขจัดความยากจนและความหิวโหยจึงต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้ “ต้นทุนแฝงจากสงคราม” ค่อย ๆ กัดกินฐานการผลิตอาหารของประเทศไปทีละน้อยจนกลายเป็นวิกฤตที่สายเกินแก้
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง