
WTO เตือนพิษสงครามตะวันออกกลาง ทุบการค้าโลกชะลอตัว-ไทยเสี่ยงวิกฤตปุ๋ยขาดแคลน
เปิดรายงาน WTO ล่าสุด คาดการณ์ตัวเลขการค้าโลกปี 2569 เตือนชะลอตัวเหลือ 1.9% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันพุ่ง ปะทะกระแส AI บูม จับตาไทยติดกลุ่มส่งออกโตแกร่ง แต่เสี่ยงขาดแคลนปุ๋ย
KEY
POINTS
- องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่าการค้าโลกปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.9% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและปุ๋ยที่สำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้น
- WTO ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนและราคาแพง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียถึง 70%
องค์การการค้าโลก (WTO) เผยรายงานแนวโน้มการค้าโลกประจำเดือนมีนาคม 2569 ระบุปริมาณการค้าสินค้าโลกปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 4.6% ในปีที่แล้ว ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันเพิ่มเติม ด้านสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของการค้าโลก ส่วนประเทศไทยถูกระบุว่าพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 70%
การค้าโลกปี 2568 โตเกินคาด แต่ปี 2569 เผชิญอุปสรรคหนัก
รายงาน Global Trade Outlook and Statistics ฉบับล่าสุดของ WTO ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าปริมาณการค้าสินค้าโลกในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 4.6% เกินกว่าที่นักวิเคราะห์ของ WTO คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.4% โดยแรงหนุนหลักมาจากอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการภาษีศุลกากรและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
มูลค่าการค้าสินค้าโลกในปี 2568 แตะระดับ 26.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การค้าบริการพาณิชย์มีมูลค่า 9.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อรวมสินค้าและบริการบนฐานดุลการชำระเงิน มูลค่าการค้าโลกอยู่ที่ 34.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของปี 2569 มีความน่ากังวลมากขึ้น โดยในสถานการณ์พื้นฐาน (Baseline Scenario) ปริมาณการค้าสินค้าโลกจะขยายตัวเพียง 1.9% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ 2.6% ในปี 2570 ส่วนการค้าบริการคาดว่าจะขยายตัว 4.8% ในปีนี้ และ 5.1% ในปีหน้า
นักเศรษฐศาสตร์ของ WTO เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นล่าสุดเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่อาจดึงให้ตัวเลขต่ำกว่าคาด โดยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ปริมาณการค้าสินค้าในปี 2569 อาจขยายตัวเพียง 1.4% เท่านั้น
ความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบซัพพลายโซ่โลก
ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของการค้าโลกในขณะนี้คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งในปี 2567 มีการขนส่งน้ำมันผ่านคิดเป็น 20% ของการบริโภคน้ำมันเหลวทั่วโลก ถูกรบกวนอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมาแตะระดับประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2569 ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียก็ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
ปริมาณการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซลดลงจาก 138 ลำต่อวันเหลือเกือบศูนย์นับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขนส่งทางอากาศก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 9 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกมากกว่า 40,000 เที่ยวบินจากทั้งหมด 72,000 เที่ยวบินที่วางแผนไว้ในและรอบตะวันออกกลาง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคาพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นยูเรียและแอมโมเนีย โดยประมาณหนึ่งในสามของปริมาณปุ๋ยทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักของการจัดหาก๊าซธรรมชาติยังส่งผลต่อการผลิตแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนทั่วโลก ทำให้ราคาอาหารและความมั่นคงทางอาหารระดับโลกตกอยู่ในความเสี่ยง
หากความขัดแย้งยืดเยื้อ GDP โลกอาจขยายตัวเพียง 2.5% ในปี 2569 ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการพื้นฐานที่ 2.8% โดยผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจะตกอยู่กับยุโรปและเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่นำเข้าพลังงานสุทธิ
ไทยเผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตปุ๋ย
รายงาน WTO ระบุถึงประเทศไทยโดยตรงในฐานะประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของวิกฤตตะวันออกกลางต่อตลาดปุ๋ย โดยในปี 2568 ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 70% ของการนำเข้ายูเรียทั้งหมด เทียบกับบราซิล 35% และอินเดีย 40%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของไทยมีความเปราะบางสูงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ทั้งในด้านราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านปริมาณที่อาจขาดแคลนในระยะสั้น หากซัพพลายเออร์ทางเลือกไม่สามารถรองรับความต้องการได้ทัน
นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอาจกดดันต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพืชเพาะปลูกไปสู่พืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลง เช่น เมล็ดพืชน้ำมัน แทนที่ข้าวหรือข้าวโพด
นอกจากนี้ ไทยในฐานะประเทศส่งออกสินค้าจากเอเชียยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นและเส้นทางเดินเรือที่ถูกรบกวนด้วย โดยรายงานระบุว่าการส่งออกของไทยขยายตัวในระดับสองหลักในปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออกของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียครองการเติบโตของการค้าโลก
ในปี 2568 เอเชียเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าโลกมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยมีส่วนสนับสนุน 3.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเติบโตรวม 4.6% หรือคิดเป็น 71% ของการเติบโตทั้งหมด ปัจจัยสำคัญได้แก่ การลงทุนที่เกี่ยวกับ AI การส่งออกที่แข็งแกร่งของจีน สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย ซึ่งล้วนบันทึกการเติบโตของปริมาณการส่งออกในระดับสองหลักในปี 2568
จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวม 3.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้น 5.5% ในแง่มูลค่า และสูงถึง 9.2% ในแง่ปริมาณ โดยการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลงราว 20% จากแรงกดดันของมาตรการภาษี แต่ถูกชดเชยด้วยการขยายตลาดไปยังสหภาพยุโรป ASEAN และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉพาะแอฟริกาที่ขยายตัวสูงถึง 25.8%
การที่จีนปรับทิศทางการส่งออกออกจากตลาดสหรัฐฯ มายังตลาดอื่น ส่งผลให้ดุลการค้าของจีนขยายตัวจาก 993,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 มาอยู่ที่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20%
AI ขับเคลื่อนการค้าโลก คิดเป็น 42% ของการเติบโตทั้งหมด
หนึ่งในข้อค้นพบที่โดดเด่นที่สุดในรายงานฉบับนี้คือบทบาทของสินค้าที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนการค้าโลก มูลค่าการค้าสินค้าที่เกี่ยวกับ AI พุ่งขึ้น 21.9% ในปี 2568 แตะระดับ 4.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 3.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า ส่วนแบ่งของสินค้า AI ในการค้าสินค้าโลกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13% ในปี 2565-2566 มาเป็นใกล้ 17% ณ สิ้นปี 2568
สินค้าที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 6 ของการค้าโลก แต่สามารถสนับสนุนการเติบโตของการค้าโลกได้ถึง 42% ในปี 2568 สินค้าหลักที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ โปรเซสเซอร์ อุปกรณ์ส่งสัญญาณข้อมูล และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับศูนย์ข้อมูล โดยสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรรอบใหม่
การลงทุนใน AI ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์ประกอบของการลงทุนรวม โดยในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2568 การลงทุนที่เกี่ยวกับ AI คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของการเติบโตของการลงทุนรวมในอเมริกาเหนือ ศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แบบ Greenfield มากกว่า 1 ใน 5 ของมูลค่า FDI ทั่วโลกในปี 2568 ส่วนการลงทุนแบบ Venture Capital ในบริษัท AI คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของการลงทุน Venture Capital ทั้งหมดในปี 2568
อย่างไรก็ตาม รายงานยังเตือนว่าความต่อเนื่องของการลงทุนด้าน AI เป็นตัวแปรสำคัญที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงสำหรับปี 2569 และปีต่อๆ ไป ขณะที่ภาวะหนี้สินที่อาจเป็นฐานของการลงทุน AI ก็สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบ
โครงสร้างการค้าสหรัฐฯ แตกแยกชัดเจน AI กับสินค้าอื่น
รายงาน WTO วิเคราะห์โครงสร้างการนำเข้าของสหรัฐฯ ในปี 2568 อย่างละเอียด พบว่าเกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างสินค้าที่เกี่ยวกับ AI กับสินค้าประเภทอื่นๆ การนำเข้าสินค้า AI ของสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 38.3% ตลอดทั้งปี คิดเป็นการสนับสนุน 5.4% ต่อการเติบโตของการนำเข้ารวม 4.4% ในขณะที่การนำเข้าสินค้าอื่นๆ กลับหดตัว 1.2%
รูปแบบรายไตรมาสแสดงให้เห็นภาพที่น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2568 การนำเข้ารวมพุ่งขึ้นถึง 20.2% จากพฤติกรรมการสต็อกสินค้าล่วงหน้าก่อนที่มาตรการภาษีจะมีผลบังคับใช้ แต่ในไตรมาสที่สามและสี่ การนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่ AI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ว่าผลกระทบของภาษีศุลกากรเริ่มปรากฏให้เห็นในครึ่งหลังของปี สินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สิ่งทอ เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
การแตกแยกของการค้าโลกตามพรมแดนภูมิรัฐศาสตร์
รายงานยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว นั่นคือการค้าระหว่างประเทศที่มีจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างกันเติบโตช้ากว่าการค้าภายในกลุ่มเดียวกันประมาณ 4% นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มขึ้น
ข้อมูลปี 2568 ยังบ่งชี้ว่าการแยกตัวระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น โดยการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ลดลง 29% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของจีนในการนำเข้าของสหรัฐฯ ลดลง 4.4 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีเดียว จาก 13.8% เหลือ 9.3% ขณะที่สหรัฐฯ หันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นในเอเชียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม
นักเศรษฐศาสตร์ WTO ประเมินว่าการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และจีนเติบโตช้ากว่าการค้าของแต่ละประเทศกับส่วนอื่นของโลกประมาณ 30% ระหว่างปี 2561-2567
MFN ยังครองกติกาการค้าโลกแม้ส่วนแบ่งลดลง
บทวิเคราะห์พิเศษของรายงานฉบับนี้ศึกษาสัดส่วนของการค้าโลกที่ดำเนินการภายใต้หลักการ Most-Favoured-Nation (MFN) หรือชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง ซึ่งเป็นหลักการไม่เลือกปฏิบัติพื้นฐานของระบบการค้าพหุภาคี
ผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนการค้าโลกภายใต้ MFN ลดลงจากประมาณ 80% ณ ต้นปี 2568 เหลือ 72% ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากผันผวนตลอดปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2568 มีการบันทึกมาตรการภาษีมากกว่า 60 รายการ ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกประมาณ 11% เมื่อนำมาใช้กับปริมาณการค้าปี 2567
เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อสัดส่วน MFN ได้แก่ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 ที่ทำให้สัดส่วน MFN ลดลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์ทันที และคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำให้สัดส่วน MFN กลับขึ้นมา 4.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะลดลงอีกครั้ง 3.4 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จากมาตรการภาษีใหม่ภายใต้ Section 122
แม้สัดส่วนจะลดลง แต่ MFN ยังคงเป็นกรอบหลักที่ควบคุมการค้าระหว่างประเทศในแทบทุกภาคส่วน โดยในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 5 อันดับแรก ได้แก่ แร่ธาตุและโลหะ เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและคอมพิวเตอร์ สารเคมี และปิโตรเลียม ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของการนำเข้าสินค้าโลก สัดส่วนการค้าภายใต้ MFN ยังอยู่ในช่วง 69-93%
การค้าบริการยืดหยุ่น บริการดิจิทัลโตแรง
ด้านการค้าบริการพาณิชย์ รายงานระบุว่าการเติบโตในปี 2568 ชะลอตัวลงจาก 7.8% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 5.3% ส่วนหนึ่งเนื่องจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังโควิด-19 เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการปรับปรุงข้อมูลสถิติที่สำคัญ
ในปี 2568 บริการดิจิทัลที่ส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าส่งออก 5.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% คิดเป็น 15.2% ของการส่งออกสินค้าและบริการรวมของโลก บริการคอมพิวเตอร์ขยายตัวสองหลักต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยเพิ่มขึ้น 11% มีมูลค่า 1.22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 13% ของการค้าบริการ สะท้อนการนำ AI มาใช้ในธุรกิจอย่างแพร่หลาย
รายงานยังระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดึงการเติบโตของการค้าบริการในปี 2569 ลงจาก 4.8% ในสถานการณ์พื้นฐาน เหลือเพียง 4.1% โดยการขนส่งและการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่บริการดิจิทัลยังคาดว่าจะขยายตัวได้ 6.3% แม้ในสถานการณ์ที่ปรับตัวลดลงแล้วก็ตาม
แนวโน้มและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
WTO สรุปว่าความเสี่ยงต่อการคาดการณ์โดยรวมยังเอนเอียงไปในทิศทางลบ โดยความเสี่ยงใหญ่ที่สุดมาจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาพลังงาน ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ระดับราคาหุ้นและหนี้สินที่สูงทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงการลงทุนในภาคการผลิตนอกภาค AI ที่อาจซบเซา
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสนับสนุนที่อาจทำให้ผลลัพธ์ดีกว่าคาด ได้แก่ การลงทุนด้าน AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง นโยบายการเงินและการคลังที่ยังเป็นแรงหนุน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดเกิดใหม่
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณเตือนหลายประการ ทั้งความเสี่ยงจากราคาปุ๋ยและพลังงานที่อาจสูงขึ้น การปรับโครงสร้างซัพพลายเชนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง และความผันผวนของตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มห่วงโซ่คุณค่าของสินค้า AI และการที่เอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการค้าโลก ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการและภาครัฐควรเร่งหาทางใช้ประโยชน์
หมายเหตุ: รายงาน Global Trade Outlook and Statistics ฉบับมีนาคม 2569 จัดทำโดยฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและสถิติของ WTO ภายใต้การนำของ Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ WTO ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิง ณ วันที่ 10 มีนาคม 2569 และอาจมีการปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง





