thansettakij
thansettakij
ไฟสงครามตะวันออกกลาง แรงกระแทกสิ่งแวดล้อมที่กำลังก่อตัว

ไฟสงครามตะวันออกกลาง แรงกระแทกสิ่งแวดล้อมที่กำลังก่อตัว

05 มี.ค. 2569 | 03:12 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 03:18 น.

ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลางไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังทิ้งร่องรอยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจขยายวงกว้างเกินขอบเขตสมรภูมิ

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีและสารเคมีในดินและแหล่งน้ำ หากมีการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และปิโตรเคมี ซึ่งอาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดน
  • ปฏิบัติการทางทหารและการโจมตีคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศมหาศาล เช่น PM2.5 ทำให้วิกฤตคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่เลวร้ายลง
  • การสู้รบอาจทำลายระบบนิเวศที่เปราะบางของอ่าวเปอร์เซียจากการรั่วไหลของน้ำมัน และกระทบเส้นทางเดินเรือสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนโลจิสติกส์โลก

วันที่ 5 มีนาคม 2569 การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุในตะวันออกกลาง ไม่ได้สร้างแรงกระแทกเฉพาะตลาดพลังงานและตลาดทุนโลกเท่านั้น แต่กำลังเปิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค ที่อาจสร้างผลกระทบยาวนานกว่าช่วงเวลาของการสู้รบ

ในขณะที่ราคาน้ำมัน Brent ดีดตัวทันทีหลังมีรายงานการโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ในอิหร่าน นักวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า “ความเสียหายที่แท้จริง” อาจไม่ได้สะท้อนในกระดานราคาสินค้าโภคภัณฑ์

เป้านิวเคลียร์–ปิโตรเคมี ความเสี่ยงข้ามพรมแดน

หากการโจมตีขยายไปถึงศูนย์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นกัมมันตรังสี แต่รวมถึงสารเคมีอุตสาหกรรมที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งเมื่อรั่วไหลสามารถปนเปื้อนดินและแหล่งน้ำใต้ดินในระยะยาว

หน่วยงานอย่าง International Atomic Energy Agency กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดความเสียหายเชิงโครงสร้าง การแพร่กระจายของสารพิษอาจกระทบประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียทันที

ความเสี่ยงสูงสุดคือกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ริมชายฝั่ง หากได้รับความเสียหายรุนแรง การปนเปื้อนในอ่าวเปอร์เซียจะกระทบโรงงานกลั่นน้ำทะเลของหลายประเทศในกลุ่ม GCC ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของประชากรหลายสิบล้านคน

ควันสงคราม–คาร์บอนพุ่ง

สงครามสมัยใหม่ใช้เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และระบบอาวุธที่ใช้พลังงานสูง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปฏิบัติการทางทหารในช่วงสั้น ๆ อาจเทียบได้กับการปล่อยรายปีของประเทศขนาดเล็ก

การโจมตีคลังน้ำมันหรือโรงกลั่น จะยิ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่น PM2.5 สู่ชั้นบรรยากาศทันที

เมืองใหญ่อย่างเตหะรานซึ่งมีปัญหาหมอกควันเรื้อรังอยู่แล้ว อาจเผชิญวิกฤตคุณภาพอากาศเฉียบพลัน ขณะที่ในฝั่งอิสราเอล การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอาจสร้างกลุ่มควันพิษในเขตเมืองอุตสาหกรรม

อ่าวเปอร์เซีย จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ–นิเวศโลก

หากการสู้รบกระทบเส้นทางเดินเรือหรือโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในอ่าวเปอร์เซีย ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดแค่การส่งออกน้ำมัน

อ่าวเปอร์เซียเป็นระบบนิเวศกึ่งปิด การรั่วไหลของน้ำมันเพียงครั้งเดียวอาจใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นฟู และจะกระทบ อุตสาหกรรมประมง แหล่งอาหารโปรตีนหลักของประชาชน โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ต้นทุนประกันภัยทางทะเล

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกจำกัดการเดินเรือ การขนส่งต้องอ้อมเส้นทางไกลขึ้น เพิ่มการปล่อยคาร์บอน และดันต้นทุนโลจิสติกส์โลกสูงขึ้นทันที

สงครามกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

ความขัดแย้งกำลังสร้างแรงกดดันสองด้านต่อ Green Transition ด้านหนึ่ง ราคาพลังงานพุ่ง ทำให้บางประเทศอาจหันกลับไปใช้ถ่านหินเพื่อลดต้นทุน อีกด้านหนึ่ง ซัพพลายเชนแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์พลังงานสะอาดที่ต้องผ่านเส้นทางตะวันออกกลางอาจล่าช้า

นี่คือ แรงต้านที่อาจทำให้เป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียสยากขึ้น

ประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกตั้งคำถาม

การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมในสงครามอาจเข้าข่ายละเมิดหลักการในพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาเจนีวา องค์กรอย่าง Conflict and Environment Observatory เริ่มติดตามความเสียหายผ่านภาพถ่ายดาวเทียมแล้ว แต่การพิสูจน์ความเสียหายเชิงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ขัดแย้งทำได้ยากและใช้เวลานาน

ในระยะสั้น ตลาดอาจตอบสนองต่อราคาน้ำมันและทองคำ แต่ในระยะกลางถึงยาว ความเสียหายต่อดิน น้ำ ป่า และทะเล อาจกลายเป็นต้นทุนแฝงที่สูงกว่างบประมาณทางทหาร คำถามสำคัญคือ หากสงครามยืดเยื้อ ภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำอยู่แล้วจะรับแรงกระแทกได้อีกนานแค่ไหน และหากระบบนิเวศล่มสลาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะยืนอยู่บนฐานใด เพราะในสงครามครั้งนี้ เหยื่ออาจไม่ใช่เพียงมนุษย์ แต่คือทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจทั้งภูมิภาค