

KEY
POINTS
วันที่ 4 มี.ค. 69 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์ “แผ่นดินไหว” เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เกิดสถานการณ์ “แผ่นดินไหวบนบก” ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ในประเทศไทยบ่อยครั้ง อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานีเกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 20 ครั้ง และมีหลายครั้งที่ประชาชนรับรู้ถึงแรงสั่นไหว ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความไม่สบายใจ จึงมีการจัดประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อรับทราบสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย
ผลการวิเคราะห์พบว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกว่า 90% เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0 ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การเลื่อนตัวบริเวณรอยเลื่อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งก่อสร้าง
โดยเฉพาะเขื่อนกักเก็บน้ำ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลสารสนเทศ ระบบเฝ้าระวังติดตามสถานภาพเขื่อน ระบบฐานข้อมูลและการเตือนภัยแผ่นดินไหว รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อการวิเคราะห์ รายงานผล และแจ้งเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) กรณีเกิดแผ่นดินไหว
นายศักดิ์ดา กล่าวเพิ่มเติมว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ จึงจำเป็นต้องปรับจากความตื่นตระหนกไปสู่การเตรียมความพร้อมและสร้างองค์ความรู้ในการรับมืออย่างปลอดภัย โดยเน้นย้ำให้จังหวัด โดยเฉพาะ 23 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์จากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนี้ได้กำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง เขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบว่าไม่ปลอดภัยหรือชำรุดให้แจ้งผู้รับผิดชอบและเร่งปรับปรุงแก้ไขทันที รวมถึงให้ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุภัยแผ่นดินไหวของจังหวัดให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลพื้นที่เสี่ยง พื้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ รายชื่อกลุ่มเปราะบาง รายการเครื่องมือเครื่องจักร แผนอพยพ และศูนย์พักพิงชั่วคราว ตลอดจนซักซ้อมแผนร่วมกับทุกภาคส่วนและเครือข่ายภาคประชาชน
นอกจากนี้ ให้จังหวัดแจ้งหน่วยงาน สถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีอาคารสูง ให้ฝึกซ้อมขั้นตอนการอพยพจากอาคารอย่างสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและวิธีปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยยึดหลัก “หมอบ-ป้อง-เกาะ” อย่างถูกวิธี
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้บูรณาการร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมแจ้งเหตุแผ่นดินไหวไปยังประชาชนผ่านทุกช่องทาง ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ อาทิ แอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ Website, Facebook และ X (ทวิตเตอร์)
รวมทั้งแจ้งเหตุผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อเกิดแผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป แผ่นดินไหวบนบกในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป และแผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะเป็นหน่วยงานส่งข้อความแจ้งเตือนครั้งแรก (First Message) จากนั้นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมทรัพยากรธรณีจะติดตามสถานการณ์และแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ที่กำหนดร่วมกัน
อธิบดี ปภ. กล่าวว่า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเหตุสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น ขอให้จังหวัดเร่งสำรวจและตรวจสอบศูนย์พักพิงในแต่ละพื้นที่ให้สามารถรองรับผู้อพยพได้จริง พร้อมวางแผนจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ การประกอบอาหาร ห้องน้ำ และอุปกรณ์ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความพร้อมรองรับการเข้าอยู่อาศัยของผู้อพยพ
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้รวมข้อมูลสาธารณภัยทุกประเภทและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้พร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง