

KEY
POINTS
นายสุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย รวมถึงเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์
ซึ่งล่าสุดได้ดำเนินการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อนำพื้นที่ต้นแบบการลงมือทำจริง เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การเปลี่ยนผ่านครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการวัตถุดิบ การลงทุนในเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการปรับตัว
“โจทย์วันนี้ไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่คือการทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต การใช้พลังงาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันต้องทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลงทุนและปรับตัวได้จริง”
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. คือการนำประสบการณ์จากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในพื้นที่สระบุรี มาเชื่อมกับการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการทดลองแนวทางใหม่ เรียนรู้จากการดำเนินงานจริง และเห็นทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การลดการปล่อยคาร์บอนดำเนินการในหลายมิติ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ไปสู่ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกและการเดินหน้าสู่ LC3 การใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียน การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ขณะที่การจัดการวัตถุดิบและการทำเหมืองก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตลอดห่วงโซ่การผลิต
การดำเนินงานในพื้นที่จึงไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีลดคาร์บอน แต่รวมถึงการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ได้อย่างไร
“ประสบการณ์จากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ยังเป็นบทเรียนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม”
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาต ซึ่งมีผลต่อความเร็วในการตัดสินใจลงทุนและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้
TCMA และ ส.อ.ท. จะเตรียมจัดทำข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อภาครัฐ โดยนำประเด็นจากการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มาเชื่อมกับเงื่อนไขสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านวัตถุดิบ พลังงาน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน และกฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม
อีกประเด็นสำคัญคือ การกำหนดแนวทางจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย TCMA สนับสนุนการส่งเสริม Made in Thailand (MiT) ควบคู่กับการจัดซื้อ
จัดจ้างสีเขียว เพื่อสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ มีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้มาตรฐาน มอก. 9999 จะช่วยเชื่อมโยงมาตรฐาน คุณภาพ และความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการสร้างเงื่อนไขให้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ได้จริง
ความร่วมมือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. มุ่งนำบทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะการลงมือทำในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มาต่อยอดสู่โจทย์การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และแข่งขันได้ ควบคู่กับการขยายผลการลงมือทำร่วมกันไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ข่าวที่เกี่ยวข้อง