

KEY
POINTS
เคทีซีชี้ Sustainable Finance ไม่ได้จำกัดแค่ Green Finance แต่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิต ย้ำโจทย์ใหม่ภาคการเงินต้องทำให้การเข้าถึงสินเชื่อนำไปสู่ความแข็งแรงทางการเงินระยะยาว ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนไทยยังสูง 85.9% ของ GDP
เมื่อพูดถึง “การเงินเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Finance) ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นการลงทุนในพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือโครงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ในความเป็นจริง Green Finance เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Sustainable Finance ที่มีขอบเขตกว้างกว่านั้น โดยครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ
ท่ามกลางโลกที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาหนี้ครัวเรือน บทบาทของภาคการเงินจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างผลตอบแทนสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผลตอบแทนดังกล่าวกำลังสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว หรือกำลังสร้างต้นทุนที่ต้องส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
สำหรับประเทศไทย ประเด็นความยั่งยืนทางการเงินยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.9% ของ GDP แม้ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ยังสะท้อนภาระทางการเงินที่กดดันความสามารถของครัวเรือนในการใช้จ่าย การออม และการลงทุน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โจทย์ของระบบการเงินยุคใหม่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนผู้เข้าถึงสินเชื่อ ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ การเข้าถึงบริการทางการเงินนั้นช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเงินในระยะยาวหรือไม่
เพราะการเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของผู้กู้จะดีขึ้น หากการก่อหนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการวางแผนหรือขาดความเข้าใจที่เพียงพอ โอกาสทางการเงินก็อาจกลายเป็นความเปราะบางทางการเงินได้
ในอดีต ความสำเร็จของภาคการเงินมักถูกประเมินผ่านตัวเลขยอดสินเชื่อ มูลค่าการลงทุน หรือกำไรสุทธิ แต่แนวคิด Sustainable Finance กำลังทำให้เกิดตัวชี้วัดอีกชุดหนึ่งว่า เงินที่ถูกปล่อยออกไปสามารถสร้างความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด
คำถามสำคัญจึงรวมถึงว่า ผู้บริโภคสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ บริการทางการเงินช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตหรือไม่ และระบบการเงินสามารถช่วยให้ครัวเรือนรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้นเพียงใด
ในมุมมองของ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ความยั่งยืนทางการเงินไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของสมาชิก โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม การได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใส การมีเครื่องมือช่วยบริหารค่าใช้จ่าย รวมถึงการได้รับการดูแลเมื่อเผชิญความท้าทายทางการเงิน
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือ ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการทางการเงินไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อสินเชื่อได้รับการอนุมัติ แต่ต้องครอบคลุมไปถึงการทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืน
การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายและโปร่งใส การส่งเสริมให้ผู้บริโภควางแผนค่าใช้จ่าย และการมีเครื่องมือช่วยบริหารภาระทางการเงิน จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างระบบการเงินที่มีความรับผิดชอบ
หากครัวเรือนมีความเข้มแข็งทางการเงินมากขึ้น ย่อมมีศักยภาพในการบริโภค ออม ลงทุน และรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น และท้ายที่สุดจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม
แนวคิดการเงินเพื่อความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นเรื่องของสถาบันการเงินหรือองค์กรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับทุกคนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภค
เพราะทุกการตัดสินใจทางการเงินในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ การใช้จ่าย การออม หรือการลงทุน ล้วนมีผลต่อความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงและคุณภาพชีวิตในอนาคต
ดังนั้น Sustainable Finance จึงกำลังขยับจากแนวคิดเรื่อง “เงินที่สร้างผลตอบแทน” ไปสู่ “เงินที่สร้างคุณค่าอย่างรับผิดชอบ” โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การสร้างความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้คนและสังคม พร้อมลดภาระที่อาจถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง