thansettakij
thansettakij
สวทช. ปักหมุด Food Surplus Credit เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต

สวทช. ปักหมุด Food Surplus Credit เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต

16 ส.ค. 69 | 02:35 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 02:37 น.

สวทช. เดินหน้าขับเคลื่อนกลไก Food Surplus Credit เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตที่ตรวจสอบได้ ตอบโจทย์รายงาน ESG ภาคธุรกิจ ยกระดับไทยต้นแบบการจัดการความยั่งยืนเอเชีย

KEY

POINTS

  • สวทช. เปิดตัวแนวคิด “Food Surplus Credit” ภายใต้โครงการ Thailand's Food Bank เพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้สามารถคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้
  • ใช้ระเบียบวิธี T-VER ที่รับรองโดย อบก. เป็นเครื่องมือในการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากการนำอาหารส่วนเกินไปบริจาคแทนการฝังกลบ
  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดขยะอาหาร โดยสามารถนำผลการดำเนินงานไปใช้รายงานด้านความยั่งยืน (ESG) และสร้างประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
  • ตั้งเป้าผลักดันโมเดลนี้ให้เป็นต้นแบบในระดับภูมิภาคเอเชีย เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาขยะอาหารและขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand's Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ” เพื่อนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และระเบียบวิธีที่ได้มาตรฐานสากล มุ่งเป้าผลักดันประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช.

เชื่อมโยงความมั่นคงทางอาหารสู่วิกฤตโลกร้อน

ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ในปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติของความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยเร่งวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ หากอาหารส่วนเกินที่ยังคงความปลอดภัยและบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างทันท่วงที อาหารเหล่านั้นจะกลายเป็นขยะอาหารที่ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. ระบุว่า โครงการฯ มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นเครื่องมือเร่งรัด ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์และระเบียบวิธี T-VER

การเชื่อมโยงการบริจาคอาหารส่วนเกินเข้ากับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องพึ่งพาฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ

นางจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. ชี้ว่า TIIS เอ็มเทค ในฐานะหน่วยงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ได้เข้ามารับบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และรองรับการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง

นางจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช.

กลไกสำคัญที่ สวทช. ชูเป็นเครื่องมือหลักคือ ระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิสามารถนำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นระบบ

หลักการคำนวณที่โปร่งใสและเงื่อนไขมาตรฐาน

สำหรับหลักการคำนวณคาร์บอนเครดิตตามระเบียบวิธี T-VER ดังกล่าว จะพิจารณาจาก "ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้" จากการหลีกเลี่ยงการนำขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย "คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง" ในกระบวนการจัดการ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิงจากการขนส่ง การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน

ทั้งนี้ ข้อกำหนดสำคัญในการนำอาหารส่วนเกินมาคิดคาร์บอนเครดิต คือต้องเป็นอาหารที่สะอาด Safe and Sound ส่งต่อให้ผู้รับโดยไม่คิดมูลค่า (บริจาคฟรี) และดำเนินการตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหารอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัดโดยยังไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม กลไกนี้ช่วยให้องค์กรภาคธุรกิจสามารถนำตัวเลขผลการดำเนินงานไปรายงานด้าน ESG ได้อย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ ได้ทั้งการช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

โครงการ Thailand's Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ”

ยกระดับองค์ความรู้สู่ต้นแบบระดับภูมิภาคเอเชีย

เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินเกิดขึ้นสูงมาก ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินจึงถือเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ หากสามารถเปลี่ยนกระบวนการบริจาคอาหารให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ จะไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมลดขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS เอ็มเทค สวทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค

สวทช. มีความพร้อมอย่างยิ่งในการผลักดันโมเดล Thailand's Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย สวทช. พร้อมนำงานวิจัยและเทคโนโลยีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มกำลัง