
Traffy Fondue ก้าวข้ามแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมือง สู่ระบบบริหารงานรัฐ
สวทช.เดินหน้ายกระดับ Traffy Fondue จากแพลตฟอร์มรับแจ้งปัญหาเมือง สู่ระบบบริหารงานภาครัฐที่ช่วยติดตามงาน วัดผลบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชนแบบดิจิทัล หลังมีเรื่องแจ้งสะสมกว่า 2 ล้านเรื่อง ครอบคลุมการใช้งานครบ 77 จังหวัด พร้อมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่รองรับภารกิจรัฐหลากหลายมากขึ้นในอนาคต
KEY
POINTS
- Traffy Fondue ขยายการใช้งานครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมียอดแจ้งเรื่องสะสมแล้วกว่า 2 ล้านเรื่อง
- กำลังพัฒนาบทบาทจากแพลตฟอร์มรับแจ้งปัญหาเมือง สู่ระบบบริหารจัดการสำหรับหน่วยงานรัฐเพื่อช่วยติดตาม วัดผล และพัฒนาคุณภาพบริการ
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยลดระยะเวลาแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นถึง 6 เท่า และเพิ่มคะแนนความพึงพอใจของประชาชนเป็น 4.3 ดาว
- มีแผนพัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพื่อรองรับการบริหารงานที่ละเอียดขึ้น และขยายการใช้งานไปยังภารกิจอื่นของภาครัฐ เช่น งานจัดซื้อจัดจ้างหรืองานซ่อมบำรุง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เปิดเผยว่าขณะนี้ มีเรื่องแจ้งสะสมผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue มากกว่า 2 ล้านเรื่อง และกำลังขยายการใช้งานไปทั่วประเทศ โดยจุดแข็งของแพลตฟอร์ม คือ การใช้ข้อมูลที่แม่นยำ ทั้งพิกัด รูปภาพ และรายละเอียดปัญหา ช่วยให้เจ้าหน้าที่จัดการงานได้ตรงจุด ลดภาระงานซ้ำซ้อน และทำให้ประชาชนติดตามผลการแก้ไขปัญหาได้ผ่านระบบดิจิทัล
โดยการขยายผล Traffy Fondue จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่นำแพลตฟอร์มไปใช้ในพื้นที่ ซึ่งทิศทางต่อไปของ Traffy Fondue จะไม่จำกัดอยู่เพียงการรับแจ้งและแก้ไขปัญหาเมือง แต่จะขยายไปสู่การสนับสนุนงานบริการประชาชนในภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น โดย สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อประยุกต์ใช้และปรับแต่งฟีเจอร์ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานของแต่ละองค์กร
“หากมีความท้าทายใดที่แพลตฟอร์มเดิมยังไม่ตอบโจทย์ สวทช. พร้อมเปิดรับและยินดีที่จะร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
ครบ 77 จังหวัด ขยายบทบาทเกินงานร้องเรียน
ด้าน ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า Traffy Fondue กำลังขยายบทบาทจากเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง ไปสู่ระบบที่ช่วยหน่วยงานรัฐติดตามงาน วัดผล และพัฒนาคุณภาพบริการประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้มีการใช้งานครบทั้ง 77 จังหวัด ครอบคลุมส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล หน่วยงานเอกชน โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันมี 33 จังหวัดที่ขับเคลื่อนการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่จำนวนหน่วยงานในระบบเพิ่มเป็น 34,786 หน่วยงาน มีเจ้าหน้าที่ใช้งานมากกว่า 90,000 คน และมีเรื่องแจ้งสะสมมากกว่า 2 ล้านเรื่องทั่วประเทศ สะท้อนว่า Traffy Fondue ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มของกรุงเทพมหานคร แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือกลางของหลายพื้นที่ในการบริหารจัดการปัญหาและบริการประชาชน
วัดคุณภาพบริการ ไม่ใช่แค่ปิดเคสเร็ว
ดร.วสันต์ กล่าวว่า การประเมินผลของ Traffy Fondue ไม่ได้วัดเฉพาะความเร็วในการปิดเรื่อง แต่ดูทั้งความรวดเร็ว คุณภาพการแก้ไข และความพึงพอใจของประชาชน เพื่อให้หน่วยงานพัฒนาการทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงปิดเคสให้จบ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ เวลารอรับเรื่องของทั้งระบบลดลงจาก 12 วัน เหลือ 1 วัน ขณะที่เวลาแก้ไขปัญหาลดลงจาก 3 เดือน เหลือ 0.5 เดือน หรือเร็วขึ้นประมาณ 6 เท่า ส่วนคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มจาก 3.9 เป็น 4.3 ดาว และสัดส่วนผู้ให้ 5 ดาวเพิ่มจาก 49.1% เป็น 70%
ฟีเจอร์ใหม่ หนุนผู้บริหาร-เจ้าหน้าที่
สำหรับการพัฒนาในอนาคต Traffy Fondue จะเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่บริหารงานได้ละเอียดขึ้น เช่น การมอบหมายงานถึงรายบุคคล การกำหนด SLA หรือกรอบเวลาคาดหวังของแต่ละประเภทปัญหา ระบบแจ้งเตือนผ่าน Line แอปพลิเคชัน และคอมพิวเตอร์ รวมถึงเปิดให้หน่วยงานกำหนดประเภทปัญหาและสถานะงานของตนเองได้
แนวทางนี้จะทำให้ Traffy Fondue สามารถขยายจากระบบรับเรื่องร้องเรียนปัญหาเมือง ไปสู่การใช้งานในภารกิจอื่นของหน่วยงานรัฐ เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง งานซ่อมอาคารสำนักงาน การเก็บข้อมูลภาคสนาม และภารกิจเฉพาะทางของแต่ละหน่วยงาน
นอกจากนี้ ระบบจะเพิ่มความปลอดภัยและความยืดหยุ่นในการใช้งาน เช่น การแนบรูปหรือวิดีโอได้หลายรายการ การใช้ AI แจ้งเตือนเมื่อมีกากรอกข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ใช้คำไม่เหมาะสม หรือแนบภาพไม่เหมาะสม การรวมเคสที่เป็นปัญหาเดียวกัน Dashboard รูปแบบใหม่ และการเชื่อมต่อ ThaiD เพื่อยืนยันตัวตนเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องจัดเก็บภาพบัตรประชาชนไว้ในระบบ
ดร.วสันต์ ย้ำว่า ทีม Traffy Fondue เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม แต่ผู้ที่ทำให้ระบบเกิดผลจริงคือผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนบริการรัฐให้เปลี่ยนจากระบบงานแบบเดิม ไปสู่บริการดิจิทัลที่วัดผลได้ ตรวจสอบได้ และพัฒนาต่อเนื่องในระยะยาว







