thansettakij
thansettakij
'เอลนีโญ' คืออะไร? vs 'ลานีญา' ต่างกันอย่างไร รู้ไว้เพื่อรับมือยุคโลกเดือด

'เอลนีโญ' คืออะไร? vs 'ลานีญา' ต่างกันอย่างไร รู้ไว้เพื่อรับมือยุคโลกเดือด

29 เม.ย. 69 | 00:40 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 01:22 น.

ทำความรู้จัก ปรากฏการณ์ 'เอลนีโญ' ว่าคืออะไร ผลกระทบเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ 'ลานีญา' มีความแตกต่างกันอย่างไร รุนแรงขนาดไหน โดยเฉพาะในประเทศไทย

ในยุคที่ "สภาวะโลกรวน" (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่าง "เอลนีโญ" (El Niño) และ "ลานีญา" (La Niña) ได้ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกต่างชี้เป้าตรงกันว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่วิกฤตเอลนีโญรอบใหม่ที่มีโอกาสเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) ซึ่งอาจลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570

จุดกำเนิดพายุสองพี่น้อง: ความต่างที่ขั้วตรงข้าม

ปรากฏการณ์ทั้งสองนี้เปรียบเสมือนพายุสองพี่น้องที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว โดยมี "ลมสินค้า" (Trade Winds) และ "อุณหภูมิผิวน้ำทะเล" ในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นตัวกำหนดเกม

เอลนีโญ (El Niño): หรือในภาษาสเปนแปลว่า "เด็กผู้ชาย" เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าอ่อนกำลังลง ส่งผลให้น้ำอุ่นไหลไปสะสมทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ชายฝั่งอเมริกาใต้)

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ผลลัพธ์คือ "ความแห้งแล้งและร้อนจัด" เนื่องจากฝนจะไปตกหนักที่ฝั่งอเมริกาแทน

ปรากฏการณ์ลานีญา

ลานีญา (La Niña): หรือ "เด็กผู้หญิง" คือสภาวะที่ลมสินค้ามีกำลังแรงกว่าปกติ พัดเอาน้ำอุ่นมาสะสมทางฝั่งตะวันตก (เอเชียและออสเตรเลีย) มากขึ้น ทำให้ภูมิภาคบ้านเราเผชิญกับ "ฝนตกชุกและเสี่ยงน้ำท่วม" ขณะที่ฝั่งอเมริกาจะแห้งแล้งแทน

วิกฤต 2569: เมื่อเอลนีโญเขย่ารากฐานเศรษฐกิจไทย

จากการประเมินเชิงลึก พบว่าเอลนีโญรอบนี้มีความน่าจะเป็นที่จะรุนแรงถึงระดับ "รุนแรงมาก" สูงถึง 25% โดยอุณหภูมิโลกมีโอกาสสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของประวัติศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ

ภาคเกษตรกรรมสะเทือน: คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงถึง 12.7 ล้านไร่ ใน 71 จังหวัด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (27.25 ล้านไร่) และภาคเหนือ (25.74 ล้านไร่) เป็นพื้นที่แล้งซ้ำซากที่น่ากังวลที่สุด หากฝนทิ้งช่วงอาจกระทบต่อผลผลิตและทำให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น

ปริมาณน้ำในเขื่อนวิกฤต: ปริมาณฝนอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 30% ทำให้ สทนช. ต้องปรับแผน "กักเก็บน้ำหยดสุดท้าย" ในเขื่อนหลักอย่าง แม่งัดสมบูรณ์ชล และป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อสำรองใช้ให้ถึงปี 2570

ปรากฏการณ์ลานีญา

ซ้ำเติมปัญหาฝุ่นพิษ: ภาคใต้ของไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่าในอินโดนีเซียในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 เนื่องจากอากาศที่แห้งจัดจากอิทธิพลเอลนีโญ

ยุทธศาสตร์รับมือ: "กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง" กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ยุทธศาสตร์เชิงรุกได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อย่างเข้มงวด

กักเก็บ: บริหารจัดการน้ำในเขื่อนเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และเร่งขุด "บ่อจิ๋ว" นอกเขตชลประทานอีกกว่า 20,000 บ่อ

เติมน้ำ: ให้กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนและสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นที่เกษตรทันทีที่อากาศเอื้ออำนวย

ปรับเปลี่ยน: รณรงค์ให้เกษตรกรงดนาปรังและเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตยืนต้นตาย

เฝ้าระวัง: ใช้เทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน "ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช" เพื่อแจ้งเตือนภัยแบบ One Stop Service

แม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ แต่ความเข้าใจในกลไกของเอลนีโญและการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยและเกษตรกรก้าวผ่านวิกฤตความผันผวนของภูมิอากาศในครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน