thansettakij
thansettakij
ESG 'จากสมัครใจสู่กฎหมายบังคับ' พลิกเกมลงทุนโลก ใครไม่ปรับ เสี่ยงหลุดพอร์ต

ESG 'จากสมัครใจสู่กฎหมายบังคับ' พลิกเกมลงทุนโลก ใครไม่ปรับ เสี่ยงหลุดพอร์ต

18 มี.ค. 2569 | 03:05 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 2569 | 03:05 น.

กฎ ESG ปี 2026 เข้มทั่วโลก จากยุโรปถึงเอเชีย บังคับเปิดเผยข้อมูลเทียบเท่างบการเงิน นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ รับมือความเสี่ยงใหม่-โอกาสใหม่ในตลาดโลก

การลงทุนโลกในปี 2569 กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ “ESG” หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ถูกยกระดับจากแนวทางสมัครใจ สู่ข้อบังคับทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบในหลายภูมิภาคทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนได้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน

ในอดีต การเปิดเผยข้อมูล ESG เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์สำหรับองค์กรที่มีความพร้อม แต่ในปัจจุบัน กฎหมายใหม่ได้กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีบทลงโทษชัดเจนสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม หรือให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

ปี 2569 จึงถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “ยุคร่างกฎหมาย” สู่ “ยุคบังคับใช้จริง” โดยเฉพาะในฝั่งนักลงทุนสถาบัน (Asset Owners) ที่มีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันให้บริษัทจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) และนำข้อมูล ESG มาใช้ประเมินทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ดี ทิศทางของกฎ ESG ในแต่ละภูมิภาคยังคงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐอเมริกายังเผชิญความไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย ระหว่างระดับรัฐบาลกลางและมลรัฐ โดยบางส่วนมีการถอยห่างจากกรอบความร่วมมือระดับโลกอย่าง Paris Agreement

รวมถึงการชะลอกฎด้านการเปิดเผยข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ U.S. Securities and Exchange Commission ขณะเดียวกัน หลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์ก กลับเดินหน้าผลักดันกฎหมาย ESG อย่างเข้มข้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับกฎหลายชุดในประเทศเดียว

ในทางตรงกันข้าม สหภาพยุโรปยังคงเป็นผู้นำด้านการกำกับดูแล ESG โดยมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎให้ใช้งานได้จริง

หนึ่งในกฎหมายสำคัญคือ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ที่กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในระดับเดียวกับงบการเงิน พร้อมทั้งมาตรการอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) และ EU Deforestation Regulation ที่เพิ่มแรงกดดันไปยังห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ด้านเอเชีย หลายประเทศเร่งยกระดับมาตรฐาน ESG เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยนำกรอบสากลของ International Sustainability Standards Board มาใช้ เพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล และสนับสนุนการไหลเข้าของเงินทุนระยะยาว

ผลจากกฎระเบียบใหม่ ทำให้ “ข้อมูลความยั่งยืน” กลายเป็นข้อมูลบังคับที่มีผลต่อการประเมินมูลค่าธุรกิจโดยตรง นักลงทุนจึงต้องปรับวิธีคิด จากการพิจารณาภาพลักษณ์ขององค์กร ไปสู่การประเมิน “ความสามารถในการลงมือทำจริง” ไม่ว่าจะเป็นแผนการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรเงินลงทุน หรือการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG

ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของมาตรฐานรายงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากกรอบสากลและกฎเฉพาะภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต้องพัฒนาระบบข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อกฎ ESG ขยายขอบเขตไปถึงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และแหล่งวัตถุดิบ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การปราบปราม “การฟอกเขียว” (Greenwashing) ที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ โดยยุโรปเตรียมปรับปรุงกรอบ Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) สู่เวอร์ชันใหม่ เพื่อลดการใช้ฉลาก ESG ในเชิงการตลาด

ขณะที่ European Securities and Markets Authority เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในกองทุน

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้กองทุน ESG ต้องปรับกลยุทธ์จากการคัดเลือกบริษัทที่มีภาพลักษณ์ดี ไปสู่การลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ความยั่งยืน หรือที่เรียกว่า Transition Finance

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกภายใต้กรอบ ESG กองทุน เช่น UGSTAR - United Global Stars Equity Fund ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก Robeco Global Stars Equities IL USD ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ โดยใช้กระบวนการคัดเลือกหุ้นบนพื้นฐาน ESG อย่างเป็นระบบ และได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar แม้จะมีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงของกฎ ESG ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านความยั่งยืน แต่ได้กลายเป็น “กติกาใหม่ของตลาดการเงินโลก” ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเงินทุน และชี้วัดว่าองค์กรใดมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

บทความโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด