

KEY
POINTS
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังเดินมาถึงจุดที่ "พยายามแค่ไหนก็ไม่โต" เรามักเห็นภาพความขัดแย้งระหว่างการแสวงหาผลกำไรกับการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ นายปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist จาก BRANDi สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
บทสัมภาษณ์นี้คือการถอดวิสัยทัศน์ที่ชื่อว่า "Sustainomy" ซึ่งอาจเป็น "ซิลเวอร์ บุลเล็ต" นัดเดียวที่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปพร้อมๆ กับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
กับดัก Adapter เมื่อเล่นเกมคนอื่น แล้วก็แพ้ตลอด
นายปิยะชาติเปิดประเด็นด้วยความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ประเทศไทยโตมาในเวทีโลกแบบผู้ที่คอยปรับตัวตามคนอื่นมาตลอด (Adapter) ใครตั้งโจทย์อะไรมาก็แก้ไปตามนั้น เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะกลางที่ไร้วิสัยทัศน์ระยะยาว ผลลัพธ์คือเมื่อกติกาโลกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่ถนัด ไทยก็กลายเป็นผู้แพ้ในกระดานของคนอื่นเสมอ
แต่ในวันที่โลกกำลังสับสน ประเทศมหาอำนาจต่างถอยออกมาจากกติกาเดิมเพื่อโฟกัสที่ตัวเอง นี่คือ "โอกาสทอง" ที่นายปิยะชาติมองว่าไทยต้องฉวยโอกาสไว้ ไม่ใช่ด้วยการรอให้คนอื่นคุยกันเสร็จแล้วค่อยไปถามว่าไทยต้องทำอะไร ก็คือการลุกขึ้นมาเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) เพื่อกำหนดกติกาโลกใหม่ เพราะถ้ามีบทบาทในการกำหนดกติกา นั่นหมายความว่ากำลังสร้างเกมที่ถนัดขึ้นมาเล่นเอง
คำว่า Sustainomy ไม่ใช่แค่เรื่องการทำความยั่งยืนแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย แต่คือการปรับองค์ประกอบของระบบทุนนิยมให้ถูกต้อง นายปิยะชาติอธิบายว่า ไทยต้องเปลี่ยนจากการมอง "ทุน" ในแง่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมอง "ทุนสังคมและสิ่งแวดล้อม" เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยมีกลไกที่เรียกว่า Upcycling the Economy หรือการมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมเดิมที่ล้าหลัง
ผมว่าตอนนี้โลกวิ่งมาเจอกันตรงกลาง เศรษฐกิจก็ไม่โต พยายามแค่ไหนก็ไม่โต การพัฒนาอย่างยั่งยืนก็ไม่ไปข้างหน้า งั้นตอนนี้โจทย์ใหญ่คือเราจะมี Engine (เครื่องยนต์) ใหม่ในการทำให้เศรษฐกิจก็โต สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้อย่างไร เลยกลับไปที่ว่าเราจะใช้ทุนนิยมที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน ไปเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร เลยเป็นที่มาของคำว่า 'Sustainomy' คือการเอาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันมาปรับองค์ประกอบให้มันถูกต้อง ในแง่ของการปรับระบบทุน เปลี่ยนจากการมองทุนเรื่องการเงินอย่างเดียว เป็นการมองทุนเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย
แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มทุนใหญ่ แต่ต้องลงไปถึงทุกเลเยอร์ของสังคม โดยเฉพาะ SME และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกทิ้งไว้ข้างหลังในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม Sustainomy จะสร้างตลาดใหม่ที่มีกติกาใหม่ ผ่านการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) ที่ไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นผู้ร่วมเซตบทบาทใหม่ว่าใครต้องทำอะไรเพื่อให้ระบบทั้งหมดเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
โครงสร้างทุนในอนาคต จะเอาเงินมาช่วยประเทศกำลังพัฒนา จะเอาเงินมาช่วยธุรกิจขนาดเล็กยังไง จะเอาเงินมาช่วย Climate Finance มีของอยู่ตรงนั้นหมด เพียงแต่ว่าเราไม่เคยอยู่ในกระดาน พอไม่ได้อยู่ในกระดาน คนของเราเวลาจะได้สิ่งเหล่านี้จะออกแรงเยอะมาก สังเกต ไพรเวท เซ็กเตอร์ ไทยนี่เก่งมาก ภาคเอกชน แต่เก่งคือไปทำเองแล้วเลียนแบบไม่ได้ แต่เรานึกภาพ SME ในอิตาลี SME เยอะมาก แล้วก็ส่งออกแบรนด์โลกเยอะมาก คือเขาเติบโตในเชิงโครงสร้าง ส่วนเราเติบโตโดยที่ใครเก่งก็โชคดีไปเพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูว่าจริงๆ แล้วเราจะสร้าง อินฟราสตรัคเจอร์ที่เป็น สปริงบอร์ดในการทำงานกับธุรกิจในประเทศ ที่ยกไปแข่งในเวทีโลกได้จริงๆ ได้อย่างไร
จาก "ปริมาณ" สู่ "คุณภาพ" การก้าวข้ามเพดาน GDP 3%
ปัญหาที่น่ากังวลคือ GDP ของไทยในปัจจุบันถูกบีบเค้นจนสุดตัวแล้ว 3% ที่เห็นคือการทุ่มทุกสรรพกำลังแล้ว แต่ถ้าต้องการไปให้ถึง 4-5% นายปิยะชาติยืนยันว่าไม่มีทางลัดอื่นนอกจากการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยต้องเปลี่ยนจากการเน้น "ปริมาณ" (Quantity of Growth) มาเป็น "คุณภาพ" (Quality of Growth)
ตอนนี้ GDP ของเราในแง่ของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับระยะกลาง ผมว่าสุดละ 3% นี่คือเราออลอิน (All-in) แล้ว แต่ถ้าเราจะไป 4%- 5% ได้ ต้องกลับมาปรับโครงสร้าง ปรับฐาน ปรับพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) เรื่องเศรษฐกิจเราจะเป็นยังไง ปรับฐานในแง่ของทรัพยากรบุคคล ความต้องการของตลาดอย่างไร ปรับอุตสาหกรรมของเราให้เป็นอุตสาหกรรมที่มันเป็น High Value-Added Economy ทุกอย่างเรามีหมดแล้ว การท่องเที่ยว เวลWellness Creativity หรือแม้กระทั่งไปในเรื่องของ โลจิสติกส์ ฮับ ต่างๆ คือ ไม่สามารถไปแก้ที่จุดใดจุดหนึ่งได้ ต้องแก้โครงสร้างแล้วมอง ดังนั้น คำตอบของคำถามนี้คือ เราต้องเข้าใจว่าการทำเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือวิธีที่ทำให้เศรษฐกิจเราโต ไม่งั้นคำถามของผมมันจะต่างอะไรกันกับการที่บอกว่า เราไม่อยากโฟกัสลองเทอม แต่เราทำชอร์ตเทอมมาเป็นสิบๆ รอบแล้วเศรษฐกิจเราก็ไม่โต
ดังนั้นโจทย์ของไทยคือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (High Value-Added) ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือครีเอทีฟอีโคโนมี ที่ต้องมองแบบองค์รวม (Holistic) ทั้งระบบ
Blueprint ของประเทศ เมื่อ "สถาปนิก" ต้องกลับมาออกแบบโครงสร้างใหม่
หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของไทยคือสภาวะ "Too comfort to change" หรือความสบายเกินกว่าที่จะอยากเปลี่ยนแปลง จึงมักรอให้เกิดวิกฤตก่อนถึงจะเริ่มขยับ แต่นายปิยะชาติมองว่าปีนี้เป็นปีแห่ง "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ที่ไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกมากมาย จึงควรใช้โมเมนตัมนี้ในการประกาศจุดยืน (Shoot position) ของประเทศในฐานะผู้เขียนกติกาใหม่
โจทย์ภาษีสหรัฐเป็นโจทย์ที่เราคุยกันมานานมากแล้ว คำว่า ไดเวอร์ซิฟิเคชัน (Diversification) คือการกระจายพอร์ตประเทศ ทำหลายธุรกิจ ค้าขายหลายประเทศ ค้าขายหลายทวีป แต่ว่าประเทศไทย สบายเกินกว่าที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่สามารถมองแบบมีวิสัยทัศน์ได้ ต้องมองแบบมีวิกฤต พอมีวิกฤตอยากเปลี่ยนทันทีเลย ไม่อยากค้าขายกับสหรัฐ ไปค้าขายกับประเทศอื่น แต่จะรับรู้ผลลัพธ์ใช้เวลาหลายปี เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็โดนแต่เต็มๆ กดดัน
สำหรับภาคเอกชน Sustainomy คือ "คัมภีร์" หรือ Blueprint ที่ช่วยให้เห็นภาพตั้งแต่เริ่มจนจบในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันธุรกิจถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่แก้ไม่ตก ทั้งเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ส่งต่อให้ผู้บริโภคไม่ได้ เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ ธนาคารก็เริ่มไม่ปล่อยสินเชื่อเพราะมองหาที่ที่ปลอดภัยกว่า หรือแม้แต่ความกดดันด้านภาษีคาร์บอนที่กำลังจะกลายเป็นกฎหมาย
เรากำลังทำหน้าที่เป็นสถาปนิก ไม่ใช่วิศวกรหรือช่างซ่อม นายปิยะชาติเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพ บ้านที่ผุพังต้องการการออกแบบใหม่ให้รับกับสังคมสูงวัยและเทคโนโลยี AI ไม่ใช่แค่การซ่อมไปวันๆ Sustainomy จึงเป็น New Architecture ของการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งไม่ได้รอคอยแค่คำสั่งจากรัฐ แต่ต้องการการขับเคลื่อนแบบ Ripple Effect หรือการสร้างต้นแบบความสำเร็จเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายจนกลายเป็น National Adoption ในที่สุด
ข้อสอบยากที่ต้องทำด้วยกัน
สุดท้ายนายปิยะชาติย้ำว่า ทุกปัญหาที่เหลืออยู่คือข้อสอบยากระดับมหภาค ทั้งเรื่อง FDI ที่อาจจะหมดไป ความเชื่อมั่นของเอกชนที่เริ่มหดหาย หรือแม้แต่การที่บริษัทคุณภาพหนีไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ
ทางออกเดียวคือต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากการเป็นผู้ตามที่คอยแก้โจทย์เฉพาะหน้า มาเป็นผู้กำหนดอนาคตด้วยตนเองผ่านแนวคิด Sustainomy เพราะนี่คือทางเลือกเดียวที่จะทำให้กำไร (Profit) และ อนาคต (Future) เดินไปในทิศทางเดียวกันได้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง