thansettakij
thansettakij
135 ปี ‘โอสถสภา’ เดินหน้าโรงงานต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตคุ้มค่า เติบโตยั่งยืน

135 ปี ‘โอสถสภา’ เดินหน้าโรงงานต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตคุ้มค่า เติบโตยั่งยืน

18 ก.ย. 69 | 01:00 น.

“โอสถสภา” เปิดฐานผลิตอยุธยา โชว์นวัตกรรม Manufacturing Excellence เชื่อมโรงงาน คลังสินค้า และ Logistics ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เดินหน้า Automation เพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่เป้าหมายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“โอสถสภา” เปิดฐานการผลิตพระนครศรีอยุธยา โชว์เบื้องหลังการผลิตภายใต้แนวคิด “System Behind the Growth” เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานด้วย Automation และ Continuous Improvement เชื่อมการผลิต คลังสินค้า และระบบกระจายสินค้าเป็นหนึ่งเดียว พร้อมวาง Sustainability เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต

ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รองรับการเติบโตในระยะยาว สะท้อนแนวทางการสร้าง “System Behind the Growth” ระบบเบื้องหลังที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต ซัพพลายเชน คลังสินค้า ไปจนถึงความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ยกระดับโรงงาน เน้น Efficiency ลดความซ้ำซ้อน

 หนึ่งในกลไกสำคัญของ “โอสถสภา” คือการยกระดับ Manufacturing Excellence โดยนำแนวทาง Strategic Production Centralization มาใช้เชื่อมโยงศักยภาพของฐานการผลิต ภายใต้มาตรฐานและเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้สามารถบริหารทรัพยากร กำลังการผลิต และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและสร้างประโยชน์จาก Economies of Scale

 ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าประยุกต์ใช้ Automation และ Continuous Improvement ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดการพึ่งพากระบวนการที่ใช้แรงงานคนในส่วนที่สามารถใช้ระบบอัตโนมัติทดแทนได้ รวมถึงยกระดับความปลอดภัยและรักษามาตรฐานคุณภาพของสินค้า

 ฐานการผลิตพระนครศรีอยุธยาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตสินค้า แต่ถูกวางให้เป็นโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยง คุณภาพ ต้นทุน ประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการส่งมอบ เข้าด้วยกัน โดยมีระบบคลังสินค้าและ Logistics เชื่อมต่อกับกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายและกระจายสินค้า

 

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

 

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 135 ปีที่ผ่านมา โอสถสภาเติบโตเคียงคู่สังคมไทยผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังการเติบโตคือระบบและขีดความสามารถขององค์กรที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ดังนั้น การสร้าง System Behind the Growth จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มศักยภาพของโรงงาน แต่เป็นการทำให้การผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัว สามารถแข่งขัน และพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต

Sustainability หัวใจการผลิต ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบการผลิตคือการนำ Sustainability เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินงาน ไม่ได้แยกออกจากการบริหารธุรกิจ โดยโอสถสภาผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึง Supply Chain

 

135 ปี ‘โอสถสภา’ เดินหน้าโรงงานต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตคุ้มค่า เติบโตยั่งยืน

 

ภายใต้ OSP Sustainability Purpose และ Sustainability Framework & Goals 2026–2030 บริษัทกำหนดกรอบการดำเนินงานไว้ 4 มิติ ได้แก่ Corporate Sustainability การดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส, Business Sustainability การนำความยั่งยืนมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน, Environmental Sustainability การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ Human Sustainability การสร้างคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

สำหรับภาคการผลิต บริษัทกำหนดเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% จากปีฐาน 2565 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 17% และมุ่งสู่การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% ในกรณีที่เทคโนโลยีรองรับ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเก็บกลับเศษแก้วสะสม 625,000 ตัน และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions by 2050 สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพของโรงงานกับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ด้านนายสาโรจน์ อินทพันธุ์ Head of External Affairs and Sustainability บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความยั่งยืนสำหรับโอสถสภาไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว บริษัทจึงนำ Sustainability เข้าไปอยู่ในวิธีคิดและการตัดสินใจ ตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร ผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การเติบโตทางธุรกิจสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

135 ปี ‘โอสถสภา’ เดินหน้าโรงงานต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตคุ้มค่า เติบโตยั่งยืน  

 

เชื่อม Supply Chain เพิ่มความยืดหยุ่น

นอกจากประสิทธิภาพภายในโรงงานแล้ว โอสถสภายังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง Supply Chain ตั้งแต่การวางแผน การผลิต คลังสินค้า และการกระจายสินค้า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ รองรับทั้งความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ความต้องการของตลาด และปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แนวทางดังกล่าวทำให้ระบบ Supply Chain ต้องทำงานในลักษณะ Agile, Integrated และ Resilient เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว ขณะที่การเชื่อมโยงโรงงานกับศูนย์กระจายสินค้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้า ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ System Behind the Growth ยังเชื่อมโยง 6 Growth Engines ของโอสถสภา ได้แก่ Product Portfolio, Route to Market, Manufacturing Efficiency, Supply Chain Resilience, Sustainable Development และ Digital & People Transformation ให้ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การเข้าถึงตลาด การผลิต การส่งมอบ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีและศักยภาพของบุคลากร

 

135 ปี ‘โอสถสภา’ เดินหน้าโรงงานต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตคุ้มค่า เติบโตยั่งยืน

 

ฐานการผลิตอยุธยา 140 ไร่ เชื่อมต้นน้ำถึงปลายน้ำ

สำหรับฐานการผลิตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่รวมประมาณ 140 ไร่ ทำหน้าที่เป็นทั้งฐานการผลิตเครื่องดื่มและศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยโครงสร้างการดำเนินงานของโอสถสภายังเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงแก้วและการจัดการบรรจุภัณฑ์ ขณะที่บริษัทมีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่มีนบุรี รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจดังกล่าว และมีโรงงานรีไซเคิลแก้วที่จังหวัดสระบุรี ทำหน้าที่นำเศษแก้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้โอสถสภาบริหารจัดการทรัพยากรและบรรจุภัณฑ์ภายในระบบได้อย่างครบวงจรมากขึ้น ขณะเดียวกันการมีพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มที่หลากหลาย ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังและฟังก์ชันนัลดริงก์ ยังช่วยให้บริษัทสามารถบริหารกำลังการผลิตและทรัพยากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละกลุ่ม

การพัฒนาฐานการผลิตจึงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดรากฐาน 135 ปีของ “โอสถสภา” จากเดิมที่มุ่งผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ สู่การสร้างระบบการผลิตที่เน้น Efficiency ความปลอดภัย คุณภาพ และ Sustainability ควบคู่กัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป