
OSP โชว์ฟอร์มสวยดันกำไร Q2 ทะลุ 1,100 ล้านบาท จ่ายปันผล 0.45 บาทต่อหุ้น
โอสถสภาโชว์ผลงานไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิเติบโต 8.9% แตะ 1,100 ล้านบาท ประกาศอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.45 บาทต่อหุ้น
KEY
POINTS
- โอสถสภา (OSP) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น
- คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตโดดเด่นท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติในช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินธุรกิจที่เป็นเลิศ
แรงส่งการผลิต-บริหารต้นทุน
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทจำนวน 1,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ว่าบริษัทจะยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอก โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Record High) ที่ระดับ 42.8%
การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต หลังจากการรวมศูนย์โรงงานผลิต การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,257 ล้านบาท ขยายตัว 14.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากพิจารณาบนฐานปรับปรุง (Adjusted Basis) กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติครึ่งปีแรกมีการเติบโตสูงถึง 42.6%
เครื่องดื่ม-ของใช้ส่วนบุคคลโตแรง
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบนฐานปรับปรุง รายได้จากการขายขยายตัว 1.7%
ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทและกำไรปกติเติบโตขึ้น 20.2% และ 42.6% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวินัย การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับโอกาสการเติบโตในแต่ละกลุ่มตลาด
เมื่อวิเคราะห์รายผลิตภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 พบการเติบโตในหลากหลายกลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้:
- กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ : เติบโต 6.0% จากการบริหารพอร์ตแบรนด์สินค้าที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภค ทั้งตลาดหลัก ตลาดพรีเมียม และกลุ่มเครื่องดื่มผสมวิตามินหรือ Functional Drinks โดยมีแบรนด์ M-150, Lipovitan-D, C-Vitt และ Peptein เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการสร้างยอดขาย
- กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) : เติบโต 8.3% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ Babi Mild และการขยายไลน์สินค้าในกลุ่ม Ultra Mild by Babi Mild ซึ่งช่วยขยายฐานกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ในระยะยาว
- กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ : ตลาดต่างประเทศที่ไม่รวมประเทศเมียนมามีการขยายตัวสูง 19.5% แม้ว่าการดำเนินงานในประเทศเมียนมาจะยังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบและข้อจำกัดการผลิตชั่วคราว แต่การเติบโตของตลาดต่างประเทศอื่นๆ สามารถชดเชยและสะท้อนถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่มีโอกาสเติบโตสูงได้เป็นอย่างดี
จ่ายเงินปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 0.45 บาทต่อหุ้น
ด้านการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย บริษัทสามารถรักษาอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ให้อยู่ในระดับ 22.5% ซึ่งเป็นผลจากการทำการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI-driven) ควบคู่ไปกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 กันยายน 2569 เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้น
ทิศทางและเป้าหมายการเติบโตปี 2569
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569 โอสถสภาตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับ Low-to-Mid-Single Digit บนฐานปรับปรุง ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดยบริษัทมีแผนยุทธศาสตร์ในการเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านการพัฒนาแบรนด์หลัก
การนำเสนอนวัตกรรมและการขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว ในโอกาสการก้าวสู่ปีที่ 135 ของการดำเนินธุรกิจ







