
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชูบริหารอาคาร แก้เกมต้นทุน ดันมูลค่าอสังหาฯ พรีเมียม
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชี้ตลาดอสังหาฯ พรีเมียมแข่งที่คุณภาพบริหารอาคาร ชูค่าส่วนกลางสะท้อน Asset Value พร้อมใช้ AI รับมือต้นทุนพุ่ง
KEY
POINTS
- พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชี้ว่าการบริหารจัดการอาคารที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษามูลค่า (Asset Value) ของอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม นอกเหนือจากการออกแบบและทำเล
- แก้ปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI และ PropTech มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
- กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้แตะ 2,000 ล้านบาท และครองส่วนแบ่งตลาดคอนโดพรีเมียมในกรุงเทพฯ ถึง 36%
- เตรียมขยายธุรกิจสู่ตลาด Branded Residence ในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหินและภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง (HNWI)
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมและลักซ์ชัวยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
แต่สำหรับตลาดระดับบน ปัจจัยการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกแบบหรือทำเลอีกต่อไป หากแต่รวมถึงการบริหารจัดการอาคารหลังการขาย ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการรักษาและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว
ค่าส่วนกลางต้องสอดคล้องต้นทุน ช่วยรักษา Asset Value
นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การบริหารอาคารชุดระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการที่มีราคาขายมากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร
ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ราคาเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานการดูแล เนื่องจากอาคารระดับพรีเมียมมีระบบวิศวกรรมและองค์ประกอบที่ซับซ้อน จึงจำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของอาคารในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การรักษามาตรฐานทั้งด้านบริการและระบบวิศวกรรมอาคารทำให้ต้นทุนการบริหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การกำหนด ค่าส่วนกลางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง จึงเป็นประเด็นที่ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้อยู่อาศัยต้องให้ความสำคัญ
พลัส พร็อพเพอร์ตี้มองว่า การลดงบประมาณบริหารอาคารจนต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสินทรัพย์ในระยะยาวมากกว่าการประหยัดต้นทุนในระยะสั้น เพราะการดูแลระบบอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้อาคารเสื่อมสภาพและกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่โครงการที่บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยรักษา Asset Value เพิ่มโอกาสสร้าง Capital Gain และสนับสนุนศักยภาพด้านการปล่อยเช่าในระยะยาว
ขาดแรงงานวิชาชีพ เร่ง Upskill-Reskill ผนึก AI ลดต้นทุน
นอกจากแรงกดดันด้านต้นทุนแล้ว ธุรกิจบริหารอาคารยังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพ จากจำนวนโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับแนวทางบริหารทรัพยากรบุคคลและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
พลัส พร็อพเพอร์ตี้วางแนวทางหลักไว้ 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการ Upskill และ Reskill โดยมี Plus Eduplex เป็นสถาบันฝึกอบรม พร้อมจัดทำ Career Path และโครงสร้างค่าตอบแทนที่ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่ในระบบ
อีกด้านคือการนำ PropTech และ AI เข้ามาช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน โดยบริษัทมี LIV-24 เทคโนโลยี AI สำหรับงานด้านความปลอดภัยและวิศวกรรมอาคารแบบเรียลไทม์ รวมถึง Kuhu Application ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการอยู่อาศัย ทั้งสองส่วนถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
พอร์ตบริหารโตเฉลี่ย 10% ต่อปี แตะ 2,000 ล้านบาท
จากการมุ่งเน้นมาตรฐานการบริการควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พลัส พร็อพเพอร์ตี้มีรายได้เติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี จากระดับ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ ประมาณ 36% หรือราว 1 ใน 3 ของตลาดและมีพื้นที่ภายใต้การบริหารรวมมากกว่า 40 ล้านตารางเมตรทั่วประเทศ
พอร์ตโครงการที่บริษัทบริหารครอบคลุมโครงการระดับไอคอนิกหลายแห่ง อาทิ 98 Wireless, The Monument Thonglor, KHUN by YOO, Athenee Residence, The River, The Bangkok Sathorn, The Met, Millennium Residence, AESTIQ, Ashton Asoke, THE CROWN Residences และ THE ESSE 36 รวมถึงโครงการประเภท Branded Residence เช่น The Standard Residences Hua Hin และโครงการในภูเก็ต
ด้านมาตรฐานการดำเนินงาน บริษัทยังได้รับรางวัลด้านการบริหารอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ Best Property Management จาก Dot Property South East Asia และ Best Property Luxury Management จาก LivingInsider Awards ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริหารจัดการโครงการระดับพรีเมียม
รุก Branded Residence หัวเมืองท่องเที่ยว รับกำลังซื้อ HNWI
สำหรับทิศทางธุรกิจระยะต่อไป พลัส พร็อพเพอร์ตี้เตรียมขยายพอร์ตการบริหารไปยังตลาด Branded Residence และหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะ หัวหินและภูเก็ต หลังจากมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ The Standard ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพจากแนวโน้มการลงทุนและการอยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง หรือ High-Net-Worth Individuals (HNWI) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
การขยายตลาดดังกล่าวจะยังคงยึดมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสากลตามมาตรฐาน ISO พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของสินทรัพย์และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
ทั้งนี้ ภาพการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมทำให้บทบาทของ Property Management มีความสำคัญมากขึ้น จากเดิมที่ถูกมองเป็นเพียงต้นทุนหลังการขาย กลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยรักษามูลค่าของสินทรัพย์ โดยเฉพาะในโครงการลักซ์ชัวรีที่มีต้นทุนระบบอาคารและความคาดหวังของผู้อยู่อาศัยสูงกว่าโครงการทั่วไป
ดังนั้น การกำหนดค่าส่วนกลางที่เหมาะสม การลงทุนในบุคลากร การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหาร และการรักษามาตรฐานบริการอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการระดับพรีเมียมสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทรัพย์สินได้ในระยะยาว






