
เฟรเซอร์สฯ ชูพอร์ต 6 ธุรกิจ ฝ่าคลื่นวิกฤติอสังหาฯ ซบปี 69
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ใช้กลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio กระจายความเสี่ยงผ่าน 6 ธุรกิจหลัก พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (FPT) ใช้กลยุทธ์พอร์ตสินทรัพย์หลากหลาย 6 กลุ่มธุรกิจ (ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว
- สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมกว่า 15,000 ล้านบาท โดยชูธุรกิจอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลัก
- มีแผนขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่าเป็น 4 ล้านตารางเมตร และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติมเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
- ในส่วนธุรกิจที่อยู่อาศัย เตรียมเปิดโครงการแนวราบใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจไว้ได้ โดยอาศัยจุดแข็งจากการมีพอร์ตสินทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ Multi-Asset Class Portfolio ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากการขายและรายได้ประจำ
ผลประกอบการปีงบการเงิน 2568 (ตุลาคม 2567-กันยายน 2568) สะท้อนความแข็งแกร่งดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยบริษัทมีรายได้รวม 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบการเงิน 2567 ที่มีรายได้ 14,621 ล้านบาท และกำไร 1,467 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย
รากฐานสำคัญของความแข็งแกร่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการรวมกิจการกับ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ ในปี 2562 ซึ่งทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศที่มีพอร์ตธุรกิจครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว
ปัจจุบัน FPT ขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่อยู่อาศัยแนวสูง ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจอาคารสำนักงานและโรงแรม รวมถึงธุรกิจรีเทล ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างธุรกิจที่สร้างรายได้จากการขายและธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในแต่ละช่วงเวลา
ในจำนวนนี้ ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัท โดย FPT มีบริการครบวงจรตั้งแต่การจัดหาที่ดิน การพัฒนาโรงงานและคลังสินค้า ไปจนถึงการบริหารจัดการพื้นที่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทมีสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมกระจายอยู่ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ผ่านโครงการมิกซ์ยูสและอาคารสำนักงานเกรดเอ ได้แก่ One Bangkok, Park Ventures, Sathorn Square, The PARQ, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอในระยะยาว
ด้านธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาด ตั้งแต่บ้านระดับลักชัวรี ทาวน์โฮม ไปจนถึงคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ The Grand, Grandio, Gramour, Gute’ และ Goldina เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละระดับราคา
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ FPT คือการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงฐานลูกค้า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจข้ามประเทศได้ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ต้องการเครือข่ายระดับภูมิภาคเพื่อรองรับการขยายตัวของลูกค้าต่างชาติ
นอกจากนี้ การผนวกโครงการ One Bangkok เข้าสู่แพลตฟอร์มการดำเนินงานเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารสินทรัพย์ การปล่อยเช่า และการดูแลผู้เช่า ผ่านการรวมทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายธุรกิจไว้ภายใต้ระบบเดียว ส่งผลให้สามารถบริหารพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาท โดยวางให้ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้ ผ่านแผนขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจาก 3.8 ล้านตารางเมตร เป็น 4 ล้านตารางเมตร
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ARAYA - The Eastern Gateway จาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ พร้อมเตรียมพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานและรีเทล หลังการรวม One Bangkok เข้ามาในพอร์ต ส่งผลให้ FPT กลายเป็นเจ้าของพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ด้วยโครงการมิกซ์ยูสรวม 7 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ กลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงศักยภาพของสินทรัพย์ทุกประเภทเข้าด้วยกัน สู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแรงและพร้อมรองรับโอกาสใหม่ในอนาคต






