
เจาะเกมแสนสิริปักฐาน 15 ปีภูเก็ต สู่การลงสนามพูลวิลล่า 2 โครงการแรก
กว่า 15 ปี ของแสนสิริในภูเก็ตขยับสู่ตลาดพูลวิลล่าลักซ์ชัวรี มูลค่า 1,400 ล้านบาท เผยมุมมองเห็นการเปลี่ยนผ่านของเกาะจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายการอยู่อาศัยระยะยาวของชาวไทยและต่างชาติ
KEY
POINTS
- แสนสิริรุกตลาดพูลวิลล่าในภูเก็ตเป็นครั้งแรกหลังจากดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปี เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่กลายเป็นจุดหมายเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว
- เปิดตัวโครงการ "THE TALES" คอลเลกชันพูลวิลล่า 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท ในทำเลบางโจและป่าสัก-เชิงทะเล
- ชูจุดเด่นสร้างบ้านเสร็จก่อนขาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าชมบ้านจริงและตรวจสอบคุณภาพได้ก่อนตัดสินใจซื้อ แตกต่างจากโครงการส่วนใหญ่ในตลาด
- มาพร้อมบริการหลังการขายครบวงจร ทั้งการดูแลบำรุงรักษา และบริหารจัดการปล่อยเช่า เพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังที่สองและนักลงทุนต่างชาติ
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตัดสินใจเปิดตลาดพูลวิลล่าครั้งแรกในภูเก็ตของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หลังเข้ามาพัฒนาโครงการบนเกาะแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2554 ที่ปัจจุบันไม่ได้มองเป็นเพียงการเพิ่มสินค้าใหม่เข้าสู่พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ แต่สะท้อนการประเมินทิศทางตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและบ้านพักตากอากาศ กำลังขยับสู่การเป็นเมืองที่มีประชากรต่างถิ่นเข้ามาทำงาน ลงทุน และตั้งถิ่นฐานระยะยาวมากขึ้น
ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี แสนสิริค่อย ๆ สร้างฐานธุรกิจในภูเก็ตผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม โดยปัจจุบันบริษัทประเมินมูลค่าพอร์ตในภูเก็ตอยู่ที่ประมาณ 19,000 ล้านบาท ก่อนวางเป้าหมายขยายเป็น 80,000 ล้านบาทภายในปี 2573 พร้อมแผนลงทุนพัฒนาโครงการใหม่มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลานี้ ไม่ได้มีเพียงการลงทุนธุรกิจของบริษัทเท่านั้น หากเป็นภาพของภูเก็ตเองที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเมืองท่องเที่ยวไปสู่เมืองที่มีคนเข้ามาใช้ชีวิตจริงมากขึ้น และนั่นทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์บนเกาะมีโจทย์ใหม่ที่น่าจับตา
นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า ภูเก็ตกำลังพัฒนาไปสู่การเป็น Self-Sustaining International Destination หรือจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติที่มีองค์ประกอบรองรับการอยู่อาศัยได้อย่างครบวงจร ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาพัก แต่ยังมีทั้งคนไทยที่ย้ายมาทำงานและชาวต่างชาติที่เลือกเข้ามาพำนักระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต สนามบินนานาชาติภูเก็ตรองรับเที่ยวบินประมาณ 290 เที่ยวต่อวัน และอยู่ระหว่างขยายช่องจอดอากาศยานเพิ่มเติม ขณะที่ธุรกิจสุขภาพและเวลเนสเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น โรงเรียนนานาชาติมีอยู่แล้ว 19 แห่ง รวมถึงการขยายตัวของศูนย์การค้าและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของเกาะ
เมื่อมีทั้งแหล่งงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามารองรับ การย้ายเข้ามาอยู่ภูเก็ตจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อนในช่วงวันหยุดอีกต่อไป แต่เริ่มมีความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบการเช่าและการซื้อ
15 ปีในภูเก็ต กับการเลือกทำเลที่เข้าใจกลุ่มผู้ซื้อ
หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือโซนบางเทา-เชิงทะเล ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งกลายเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และที่อยู่อาศัยระดับบน มีทั้ง Boat Avenue, Porto de Phuket ร้านอาหาร โรงเรียนนานาชาติ และโครงการที่อยู่อาศัยที่รองรับชาวต่างชาติและครอบครัวที่ต้องการใช้ชีวิตในภูเก็ต
แสนสิริเลือกพื้นที่เชิงทะเล-บางโจ-ป่าสักเป็นทำเลเปิดตัวพูลวิลล่าครั้งแรก เพราะเป็นพื้นที่ที่บริษัทมีประสบการณ์จากการพัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแคนวาส เชิงทะเล แคนวาส พาเลท เชิงทะเล เดอะ เบส เชิงทะเล รวมถึง The Society ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ฮับในย่านเชิงทะเล
การเลือกทำเลที่คุ้นเคยจึงมีความสำคัญต่อการต่อยอดธุรกิจ เพราะบริษัทมองเห็นทั้งพฤติกรรมของผู้ซื้อและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ โดยเฉพาะความต้องการบ้านที่ให้ความเป็นส่วนตัว มีพื้นที่ใช้สอยมาก และยังเดินทางไปยังแหล่งไลฟ์สไตล์ได้สะดวก
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารมองว่าการขยับออกจากพื้นที่ศูนย์กลางเชิงทะเลไปยังบางโจและป่าสักยังช่วยตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง เนื่องจากพื้นที่ศูนย์กลางเริ่มมีปัญหาการจราจร การเลือกทำเลที่อยู่ห่างออกมาอีกชั้นหนึ่ง แต่ยังเชื่อมต่อกับแหล่งไลฟ์สไตล์ได้ จึงเป็นอีกปัจจัยในการพัฒนาโครงการ
ตลาดพูลวิลล่า สะท้อนโอกาสของสินค้าลักชัวรีที่มีข้อจำกัด
นอกจากความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและทำเลแล้ว ตลาดพูลวิลล่ายังเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่แสนสิริประเมินว่ามีโอกาสเติบโต ข้อมูล Savills Thailand ที่บริษัทนำเสนอระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีพูลวิลล่าเปิดใหม่ 763 ยูนิต จาก 52 โครงการ และคาดว่าทั้งปีจะมีซัพพลายใหม่ประมาณ 1,200 ยูนิต โดยส่วนใหญ่อยู่ในทำเลบางเทา เชิงทะเล กมลา และราไวย์
อย่างไรก็ตาม นายภูมิชายตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขซัพพลายในตลาดพูลวิลล่าต้องพิจารณารูปแบบการพัฒนาโครงการประกอบด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากใช้วิธีเปิดขายก่อนก่อสร้าง (Off-plan) การนับจำนวนยูนิตที่เปิดตัวจึงอาจไม่เท่ากับจำนวนบ้านที่สร้างเสร็จและพร้อมส่งมอบจริง
สำหรับภาพความต้องการซื้อ ผู้บริหารประเมินว่าปี 2569 ตลาดพูลวิลล่าทั้งเกาะภูเก็ตอาจมียอดขายประมาณ 800 ยูนิต โดย ณ เวลาที่ให้สัมภาษณ์มียอดปิดการขายแล้วประมาณ 400 ยูนิต แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะเผชิญความระมัดระวังจากภาวะเศรษฐกิจ แต่กลุ่ม Niche Luxury ที่มีทำเลดีและพัฒนาโดยแบรนด์ที่น่าเชื่อถือยังเป็นตลาดเฉพาะที่ผู้ซื้อระดับบนให้ความสนใจ
อีกปัจจัยที่ทำให้พูลวิลล่าเป็นสินค้าที่มีความน่าสนใจ คือศักยภาพด้านการปล่อยเช่า โดยผู้บริหารประเมินว่า วิลล่าขนาด 3 ห้องนอนในโซนบางเทาสามารถปล่อยเช่าระยะยาวได้ประมาณ 250,000-300,000 บาทต่อเดือน ส่วนวิลล่าขนาด 4 ห้องนอนในโซนป่าสักอยู่ที่ประมาณ 350,000-500,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ช่วงไฮซีซันค่าเช่าอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการเข้าพัก
สำหรับวิลล่าขนาด 3 ห้องนอน ผู้บริหารระบุว่าผลตอบแทนจากการเช่าอาจอยู่ที่ประมาณ 6-7% ต่อปี ส่วนการปล่อยเช่าระยะสั้นในช่วงพีกซีซันมีโอกาสสร้างรายได้สูงกว่าการเช่าระยะยาว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากตลาดและทำเล ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันสำหรับทุกโครงการ
เปิดพูลวิลล่าครั้งแรก วางตำแหน่งบ้านพร้อมอยู่และบริการครบวงจร
จากการมองเห็นโอกาสในตลาดดังกล่าว ล่าสุด แสนสิริจึงเปิดตัว THE TALES (เดอะ เทลส์) พูลวิลล่าคอลเลกชันแรกในภูเก็ต จำนวน 2 โครงการพร้อมกัน มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท รวม 27 หลัง บนทำเลบางโจและป่าสัก-เชิงทะเล โดยวางตำแหน่งเป็นพูลวิลล่าระดับลักซ์ชัวรีที่เน้นความเป็นส่วนตัว งานออกแบบ และบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่
The Tales Story One Bangjo มีมูลค่าโครงการ 650 ล้านบาท จำนวน 13 หลัง บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ พื้นที่ใช้สอย 317-413 ตารางเมตร บนที่ดิน 532-747 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 45 ล้านบาท บริษัทระบุว่าโครงการออกแบบผ่านทีมสถาปนิกของ Edward Tuttle ผ่านสตูดิโอ Design Realization Siam
ส่วน The Tales Story Two Pasak มีมูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท จำนวน 14 หลัง บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ เป็นพูลวิลล่า 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 491 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 558 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 49.5 ล้านบาท
จุดที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จก่อนขาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าชมบ้านจริงและตรวจสอบคุณภาพ วัสดุ และงานก่อสร้างก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากโครงการที่เปิดขายในช่วงก่อนก่อสร้าง โดยเฉพาะตลาดพูลวิลล่าที่มีโครงการ Off-plan อยู่จำนวนมาก
นอกเหนือจากตัวบ้าน แสนสิริยังนำบริการ Sansiri Service Phuket เข้ามารองรับการดูแลหลังการขาย ทั้งงานบำรุงรักษาบ้าน ระบบน้ำและไฟ สระว่ายน้ำและสวน ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 รวมถึงบริการบริหารจัดการปล่อยเช่าและบริการไลฟ์สไตล์ โดยมี Plus Concierge เป็นจุดประสานงานหลักสำหรับเจ้าของบ้าน
บริการเหล่านี้มีความสำคัญกับกลุ่มผู้ซื้อที่ไม่ได้อยู่ภูเก็ตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะผู้ซื้อบ้านหลังที่สองหรือชาวต่างชาติที่ต้องการให้มีผู้ดูแลทรัพย์สินในช่วงที่ไม่อยู่ รวมถึงผู้ที่ต้องการปล่อยเช่าโดยไม่ต้องจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง
การเปิดตัว THE TALES จึงเป็นจังหวะที่แสนสิริเลือกต่อยอดประสบการณ์ในภูเก็ตกว่า 15 ปี ไปสู่ตลาดสินค้าที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเกาะที่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยว แต่กำลังพัฒนาเป็นเมืองที่มีความต้องการอยู่อาศัยระยะยาวเพิ่มขึ้น
จากพอร์ตปัจจุบันประมาณ 19,000 ล้านบาท สู่เป้าหมาย 80,000 ล้านบาทภายในปี 2573 การเข้าสู่ตลาดพูลวิลล่าจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของแผนขยายธุรกิจในภูเก็ต และเป็นการทดสอบว่าแสนสิริจะสามารถเปลี่ยนความคุ้นเคยในทำเลและความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการ ให้กลายเป็นความได้เปรียบในตลาดลักซ์ชัวรีที่มีการแข่งขันสูงได้มากน้อยเพียงใด






