thansettakij
thansettakij
บ้านขนาดกลางมาแรง คนรุ่นใหม่เน้นฟังก์ชั่น บ้าน 2.5-10 ล้านกินสัดส่วน 72%

ยึดตลาดอสังหาฯ บ้าน 2.5-10 ล้าน กวาดสัดส่วน 72% ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

21 ต.ค. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 08:06 น.

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้ครอบครัวรุ่นใหม่เปลี่ยนโจทย์สร้างบ้าน เน้นฟังก์ชัน ประหยัดพลังงาน และลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ยอดจองงาน EXPO 2026 แตะ 1,643.61 ล้านบาท โดยบ้านราคา 2.51-10 ล้านบาทครองสัดส่วน 72%

KEY

POINTS

  • คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแนวคิดการสร้างบ้าน โดยหันมาให้ความสำคัญกับบ้านขนาดกลางที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานจริงและความคุ้มค่ามากกว่าความโอ่อ่า
  • บ้านในระดับราคา 2.5 - 10 ล้านบาท ได้รับความนิยมสูงสุด โดยครองสัดส่วนยอดจองในงานรับสร้างบ้านฯ ถึง 72% ของจำนวนหลังทั้งหมด
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดแนวโน้มนี้คือโครงสร้างครอบครัวที่เล็กลง การมองหาความคุ้มค่าระยะยาว และความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายแฝงหลังเข้าอยู่อาศัย

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association: HBA) เผยแนวโน้มผู้บริโภครุ่นใหม่และครอบครัวเริ่มต้นปรับแนวคิดการสร้างบ้าน จากการให้ความสำคัญกับขนาดและความโอ่อ่า สู่บ้านที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคุมงบประมาณ ประหยัดพลังงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว

สอดคล้องกับผลการจัดงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026 ที่มียอดจองปลูกสร้างบ้านรวม 185 หลัง มูลค่า 1,643.61 ล้านบาท โดยบ้านราคา 2.51-10 ล้านบาทครองสัดส่วนรวม 72% ของจำนวนหลังทั้งหมด ขณะที่สมาคมฯ คาดการณ์ยอดขายรวมของบริษัทรับสร้างบ้านสมาชิกในปี 2569 เติบโต 8.7% แตะประมาณ 10,000 ล้านบาท

3 ปัจจัยเปลี่ยนโจทย์สร้างบ้าน จากหลังใหญ่สู่ความคุ้มค่ารอบด้าน

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่และครอบครัวเริ่มต้นกำลังเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญกับบ้านที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ฟังก์ชันลงตัว ดูแลรักษาง่าย และไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น ความคุ้มค่าจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะงบประมาณก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงประโยชน์ใช้สอยและต้นทุนตลอดระยะเวลาที่อยู่อาศัย

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน

สมาคมฯ วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อแนวคิดการสร้างบ้านของผู้บริโภค ได้แก่

ปัจจัยแรก คือ โครงสร้างครอบครัวขนาดเล็กและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกประมาณ 1-3 คน ทำให้ความต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ลดลงในบางกลุ่ม เนื่องจากพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานจริงอาจกลายเป็นภาระทั้งด้านต้นทุนก่อสร้างและการดูแลรักษา ผู้บริโภคจึงหันมาให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกและสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

ปัจจัยที่สอง คือ การมองหาความคุ้มค่ามากกว่าราคาถูก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ยืดหยุ่น รองรับกิจกรรมได้หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการในอนาคต เช่น ห้องที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ ควบคู่กับการเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางแดดและลมธรรมชาติ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ไปจนถึงการใช้ฉนวนกันความร้อน เพื่อลดการใช้พลังงานภายในบ้านและช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ปัจจัยที่สาม คือ การลดค่าใช้จ่ายแฝงหลังเข้าอยู่อาศัย เนื่องจากบ้านที่มีขนาดใหญ่ย่อมมีค่าใช้จ่ายในการดูแลเพิ่มขึ้นตามพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ ค่าทำความสะอาด หรือค่าซ่อมบำรุงตามอายุการใช้งาน การเลือกขนาดบ้านให้เหมาะสมกับความจำเป็นและออกแบบระบบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนค่าใช้จ่ายตลอดอายุการอยู่อาศัย

บ้าน 2.51-10 ล้านบาท ครองยอดจอง 72%

สำหรับผลการจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026” สมาคมฯ เปิดเผยว่ามียอดจองปลูกสร้างบ้านรวม 185 หลัง คิดเป็นมูลค่า 1,643.61 ล้านบาท โดยกลุ่มราคาบ้านระดับกลางเป็นกลุ่มที่มีจำนวนยอดจองสูงสุด สะท้อนความต้องการบ้านที่อยู่ในระดับราคาซึ่งผู้บริโภคเข้าถึงได้และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย

กลุ่มบ้านราคา 2.51-5 ล้านบาท มียอดสั่งสร้างสูงสุด จำนวน 71 หลัง คิดเป็น 38% ของจำนวนบ้านทั้งหมด ขณะที่กลุ่มราคา 5.01-10 ล้านบาท มียอดสั่งสร้าง 62 หลัง คิดเป็น 34% เมื่อนำทั้งสองกลุ่มมารวมกันจะมีจำนวน 133 หลัง หรือคิดเป็น 72% ของยอดจองทั้งหมด

สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มบ้านระดับราคา 2.51-10 ล้านบาทเป็นตลาดสำคัญของงาน โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการสร้างบ้านที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงและสอดคล้องกับงบประมาณ มากกว่าการเพิ่มขนาดพื้นที่โดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบ้านระดับพรีเมียมราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปยังคงมีกำลังซื้อในตลาด โดยมียอดจอง 15 หลัง คิดเป็น 8% ของจำนวนบ้านทั้งหมด แต่สร้างมูลค่ารวม 492.5 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ของมูลค่ายอดจองทั้งงาน แสดงให้เห็นว่าตลาดระดับบนยังมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่ารวมของธุรกิจรับสร้างบ้าน

แนะผู้ประกอบการปรับแบบบ้าน รับความต้องการเฉพาะกลุ่ม

นายอนันต์กรกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาทั้งแบบบ้านและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละระดับราคา โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต เพื่อลดความจำเป็นในการปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป

สมาคมฯ จะเดินหน้าทำงานร่วมกับบริษัทสมาชิก พันธมิตรผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างชั้นนำ และสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถสร้างบ้านที่มีคุณภาพ มีความคุ้มค่า และรองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านคาดการณ์ยอดขายรวมของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท เติบโต 8.7% จากปี 2568 ซึ่งมียอดขาย 9,200 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ของสมาคมฯ สำหรับบริษัทสมาชิก ไม่ใช่มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั้งหมด