
สมาคมบ้านจัดสรรเปิดคู่มือรับมือน้ำท่วม ตั้งรับ 3 ระยะ เตือน-อพยพ-ฟื้นฟู
สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดคู่มือรับมือน้ำท่วมหมู่บ้านจัดสรร แนะเตรียมพร้อมทั้งชุมชน ครอบคลุม 3 ระยะ เตือนทัน อพยพปลอดภัย และฟื้นฟูรวดเร็ว พร้อมเสนอรัฐพัฒนาระบบเตือนภัย ศูนย์พักพิง และสินเชื่อฟื้นฟูบ้าน
KEY
POINTS
- สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรได้จัดทำคู่มือรับมือน้ำท่วมสำหรับหมู่บ้าน โดยแบ่งแนวทางการบริหารจัดการออกเป็น 3 ระยะ คือ ก่อนน้ำมา (เตือนภัย), เมื่อน้ำท่วม (อพยพ), และหลังน้ำลด (ฟื้นฟู)
- ในระยะก่อนน้ำท่วม เสนอให้จัดตั้ง "ศูนย์บัญชาการหมู่บ้าน" เพื่อเป็นศูนย์กลางสื่อสารและติดตามสถานการณ์ พร้อมกำหนดระบบเตือนภัย 3 ระดับ คือ เฝ้าระวัง, เตรียมย้าย และอพยพ
- ช่วงเกิดน้ำท่วม เน้นการอพยพโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางก่อน และต้องกำหนดจุดหมายปลายทางที่พักพิงให้ชัดเจนล่วงหน้า
- หลังน้ำลด แนะแนวทางฟื้นฟูโดยเน้นหลัก "ถ่ายก่อน • แจ้งทันที • อย่าเพิ่งทิ้ง" เพื่อรวบรวมหลักฐานความเสียหายสำหรับยื่นเคลมประกันและขอรับสิทธิช่วยเหลือจากภาครัฐ
สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรจัดทำคู่มือเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมสำหรับหมู่บ้านจัดสรร โดยเสนอให้การบริหารจัดการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การวางระบบเตรียมพร้อมร่วมกันของทั้งชุมชน ภายใต้แนวคิด “การป้องกันล่วงหน้า ดีกว่าการฟื้นฟูและเยียวยาภายหลัง”
ข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดย นายอาทิตย์ เล่าสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท Create Great Design จำกัด ผ่านทาง HBA CONNECT #2 โดยแนวทางหลักแบ่งการรับมือออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนน้ำมา เมื่อน้ำท่วม และหลังน้ำลด ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การอพยพ ไปจนถึงการตรวจสอบความเสียหายและการใช้สิทธิช่วยเหลือ
ตั้งศูนย์บัญชาการหมู่บ้าน เตือนภัย 3 ระดับ
ในระยะก่อนน้ำมา สมาคมฯ เสนอให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการหมู่บ้าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารสถานการณ์ โดยต้องติดตามข้อมูลระดับน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดช่องทางสื่อสารหลักเพียงช่องทางเดียว เพื่อลดความสับสน พร้อมตรวจสอบปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้าสำรอง และระบบระบายน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
ขณะเดียวกันควรจัดทำบัญชีผู้อยู่อาศัยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กเล็ก รวมถึงผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว พร้อมกำหนดจุดจอดรถปลอดภัยและเส้นทางอพยพสำรองล่วงหน้า
พร้อมด้วยการกำหนดระบบเตือนภัย 3 ระดับ ได้แก่ WATCH หรือเฝ้าระวัง ให้ติดตามระดับน้ำ ตรวจสอบอุปกรณ์ และเตรียมสิ่งของจำเป็น, PREPARE หรือเตรียมย้าย ให้ย้ายรถยนต์และสิ่งของขึ้นที่สูง รวมถึงเตรียมกลุ่มผู้เปราะบาง และ EVACUATE หรืออพยพ เมื่อเส้นทางสัญจรถูกตัดขาดหรือระบบสาธารณูปโภคเริ่มไม่ปลอดภัย
ทั้งนี้ ควรกำหนด “จุดตัดสินใจ” ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยพิจารณาจากระดับน้ำ ความปลอดภัยของเส้นทางอพยพ และระบบไฟฟ้า เพื่อให้การตัดสินใจย้ายคนออกจากพื้นที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์จะรุนแรงจนเส้นทางถูกตัดขาด
น้ำมาไม่ต้องรอเข้าบ้าน อพยพพร้อมรู้ปลายทาง
เมื่อเกิดน้ำท่วม หลักสำคัญคือความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำเข้าถึงตัวบ้าน หากเส้นทางสัญจรหรือระบบสาธารณูปโภคเริ่มมีความเสี่ยง ควรเข้าสู่กระบวนการอพยพทันที
แนวทางแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อน โดยจัดผู้ดูแลและพาหนะสำหรับเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กเล็ก จากนั้นต้องออกจากพื้นที่ก่อนเส้นทางถูกตัด โดยใช้จุดรวมพลและเส้นทางที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย พร้อมบันทึกรายชื่อผู้ที่ย้ายออกจากหมู่บ้าน
อีกประเด็นคือการกำหนด “ปลายทาง” ก่อนอพยพ โดยต้องยืนยันศูนย์พักพิง สถานที่ว่าง ความสามารถในการรองรับผู้ป่วย สัตว์เลี้ยง และพื้นที่จอดรถ รวมถึงช่องทางติดต่อให้ชัดเจน
สำหรับข้อควรระวัง ได้ระบุว่าไม่ควรเดินหรือขับรถผ่านน้ำที่ไม่ทราบความลึกหรือกระแสน้ำ หากระดับน้ำเข้าใกล้ระบบไฟฟ้าให้ตัดไฟจากจุดที่ปลอดภัย และควรยืนยันข้อมูลศูนย์พักพิงกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก่อนเดินทาง
น้ำลดเร่งตรวจบ้าน เก็บหลักฐานก่อนเคลม
หลังน้ำลด แนวทางของสมาคมฯ เน้น 3 ขั้นตอน “ถ่ายก่อน • แจ้งทันที • อย่าเพิ่งทิ้ง” โดยเริ่มจากการตรวจสอบความปลอดภัยของบ้านก่อนกลับเข้าอยู่อาศัย ทั้งโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบแก๊ส น้ำประปา และระบบสุขาภิบาล
ส่วนบ้านที่ได้รับความเสียหายควรถ่ายภาพสภาพบ้าน ระดับน้ำ และทรัพย์สินที่เสียหาย พร้อมแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อขอเลขเคลม เก็บสิ่งของที่เสียหายและใบเสร็จค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน เว้นแต่กรณีที่จำเป็นต้องทิ้งเพื่อความปลอดภัย
สำหรับการเคลมประกันภัย คู่มือแนะนำให้ตรวจสอบกรมธรรม์ว่าครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่ รวมถึงวงเงินคุ้มครอง ข้อยกเว้น และค่าเสียหายส่วนแรก จากนั้นเก็บหลักฐานให้ละเอียด ทั้งเลขที่บ้าน ภาพทุกห้อง ระดับน้ำ วันและเวลา รายการทรัพย์สินที่เสียหาย รวมถึงเลขเครื่องของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อแจ้งเคลมควรขอเลขเคลม ชื่อผู้รับเรื่อง และบันทึกวันที่ติดต่อไว้ พร้อมสอบถามกรอบเวลาการสำรวจความเสียหาย หากจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อลดความเสียหายเพิ่มเติม ควรถ่ายภาพไว้ก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อม และเก็บใบเสร็จค่าใช้จ่าย
กรณีรถยนต์ถูกน้ำท่วม คู่มือย้ำว่า ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์ หาก
เสนอรัฐทำระบบเตือนภัย-ศูนย์พักพิงถึงสินเชื่อฟื้นฟู
นอกจากแนวทางสำหรับนิติบุคคลและลูกบ้านแล้ว สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรยังเสนอแนวทางต่อภาครัฐ 8 ประเด็น แบ่งเป็นการเตือนภัยและช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงการฟื้นฟูและการปรับตัวของหมู่บ้านจัดสรรในระยะยาว
ด้านการรับมือฉุกเฉิน เสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยระดับชุมชนที่ระบุพื้นที่ เวลาคาดการณ์ และสิ่งที่ประชาชนต้องดำเนินการอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำแผนที่ศูนย์พักพิงในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งควรแสดงสถานะพื้นที่ว่าง เส้นทาง ผู้ประสานงาน และความสามารถในการรองรับกลุ่มเปราะบาง สัตว์เลี้ยง และรถยนต์
นอกจากนี้ เสนอสร้างเครือข่ายพื้นที่จอดรถหนีน้ำระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายรถก่อนเกิดเหตุ รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ฉุกเฉินเข้าสู่ชุมชน เช่น เครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้าสำรอง รถน้ำ ห้องน้ำเคลื่อนที่ และอุปกรณ์สื่อสาร
ส่วนการฟื้นฟู สมาคมฯ เสนอให้เร่งกระบวนการเคลมประกันภัยด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจนตั้งแต่รับแจ้ง สำรวจ ไปจนถึงจ่ายค่าสินไหม พร้อมนำเทคโนโลยีสำรวจทางไกลมาใช้ รวมถึงจัดตั้งจุดบริการแบบ One-Stop Service สำหรับตรวจสอบสิทธิ เยียวยา ที่พักชั่วคราว และสินเชื่อฟื้นฟู
ขณะเดียวกันเสนอให้มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการพักชำระหนี้สำหรับค่าใช้จ่ายซ่อมแซมส่วนที่ไม่ครอบคลุมโดยประกันภัย และสนับสนุนการปรับปรุงหมู่บ้านจัดสรร ทั้งการยกระดับตู้ไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ และเส้นทางอพยพ
สำหรับสิทธิช่วยเหลือที่ระบุในคู่มือ ได้แก่ กรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป มีเกณฑ์เงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีบ้านถูกน้ำล้อม 5,000 บาทต่อครัวเรือน โดยสามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือหน่วยงานท้องถิ่น ขณะที่ประกันภัยพิบัติแห่งชาติในช่วง 1 ตุลาคม 2569–1 ตุลาคม 2570 ระบุการจ่ายเบื้องต้นกรณีอุทกภัย 10,000 บาท และจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงสูงสุด 90,000 บาท รวมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์และการตรวจสอบสิทธิ
สมาคมฯ ระบุว่า การรับมือน้ำท่วมของหมู่บ้านจัดสรรจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแก้ไขความเสียหายหลังเกิดเหตุ แต่ควรพัฒนาเป็นระบบเตรียมพร้อมระดับชุมชน ตั้งแต่การรู้สถานการณ์และเตือนภัย การกำหนดเส้นทางและปลายทางอพยพ ไปจนถึงการฟื้นฟูและรักษาสิทธิของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนสามารถลดความเสียหายและกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น






