
ถอดบทเรียนวิกฤต 4 อุทกภัยครั้งใหญ่ สั่นคลอนท่องเที่ยวไทย ไทยต้องเร่งแก้เกม
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บทเรียนมหาอุทกภัยหลายครั้ง เกิดความสูญเสียมากมาย ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างมุ่งสู่ “Resilient Tourism” สร้างการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่นและมีภูมิคุ้มกัน รับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น
KEY
POINTS
- วิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ 4 ครั้งได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งมรดกโลก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญ
- ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการจัดการเชิงรับไปสู่การสร้าง "การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น" (Resilient Tourism) เพื่อลดความเปราะบางของอุตสาหกรรม
- มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ปฏิรูประบบเตือนภัยให้ทันสมัยและกระจายอำนาจ, ปรับผังเมืองโดยใช้แนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge Cities) และจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
- เสนอให้ผู้ประกอบการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) และนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น โครงการ "Room for the River" ของเนเธอร์แลนด์ เพื่ออยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั่วโลก มีการจ้างงานกว่า 500 ล้านตำแหน่ง แต่อุตสาหกรรมนี้กลับมีความเปราะบางสูงต่อวิกฤตการณ์ภายนอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงสุดในหลายภูมิภาครวมถึงไทย ผลกระทบไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและที่พักอาศัย แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง
เจาะลึกความเสียหาย 4 วิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในไทย
ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถแข่งขันและระบบนิเวศการท่องเที่ยวของประเทศ จากข้อมูลสถิติเหตุการณ์อุทกภัยครั้งสำคัญในไทย สะท้อนถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและปัจจัยกระตุ้นเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย
เริ่มจากมหาอุทกภัย ปี 2554 (ภาคกลาง, กทม., อยุธยา) ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนและสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ส่งผลให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การสูญเสียรายได้มหาศาล และโบราณสถานมรดกโลกได้รับความเสียหายอย่างหนัก อุทกภัยภาคเหนือ ปี 2567 (เชียงราย, เชียงใหม่, น่าน, แพร่) สร้างความเสียหายราว 30,000 ล้านบาท
สาเหตุหลักจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าต้นน้ำที่ลดลง ดินโคลนถล่มทับสถานประกอบการ โดยเฉพาะเชียงใหม่แห่งเดียวสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวไปกว่า 2.2 พันล้านบาท แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติต้องปิดตัวลง
อุทกภัยภาคใต้ ปี 2568 (สงขลา-หาดใหญ่, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช) สร้างความเสียหายราว 25,000 ล้านบาท จากฝนตกหนักเกินค่าเฉลี่ยในรอบ 300 ปี ผังเมืองขวางทางน้ำ และความล้มเหลวของระบบเตือนภัย กระทบไฮซีซันรุนแรง ระบบโลจิสติกส์การบินหยุดชะงัก รวมถึงโรงแรมขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้งน้ำและไฟฟ้า
สำหรับอุทกภัยในกรุงเทพฯและในพื้นที่ต่างๆ ในปี 2569 แม้ยังจากจะประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในเวลานี้ แต่จากการสำรวจของสมาคมโรงแรมไทย (THA) พบว่าน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในหลายจังหวัด ทั้งการยกเลิกหรือเลื่อนการเข้าพัก ความไม่แน่นอนของการจองในอนาคต ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมวันที่ 27 ก.ย.-4 ต.ค.69 พบว่า กรุงเทพฯ และชลบุรีมี ตัวเลขยกเลิกหรือเลื่อนเข้าพักรวม 3,268 รูมไนท์ หรือ 60.2% ของยอดจองช่วงดังกล่าว ขณะที่กาญจนบุรีมีตัวเลขสูงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงจองล่วงหน้า
ต้องมุ่งสู่ Resilient Tourism
บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นแล้วว่า เราไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ แต่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายได้ การก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Resilient Tourism) ต้องการการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายรัฐและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยมี 2 ข้อเสนอที่จะอยากจะเห็นการขับเคลื่อนต่อไป ได้แก่
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับมหภาค โดยควร “ปฏิรูประบบเตือนภัยและการกระจายอำนาจ” รัฐบาลควรลงทุนในระบบ Big Data และการแจ้งเตือนภัยเจาะจงผ่านสมาร์ทโฟน (Cell Broadcast) แบบหลากหลายภาษา พร้อมกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสั่งอพยพได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง
“การบูรณาการผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” โดยควบคุมการใช้ที่ดินไม่ให้ขวางทางน้ำ เปลี่ยนแนวคิดสู่การสร้าง เมืองฟองน้ำ (Sponge Cities) และกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้เจ้าของที่ดินใจกลางเมืองท่องเที่ยวเปลี่ยนพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่ซึมซับนํ้าหรือแก้มลิง
“การยกระดับกลไกคุ้มครองทางสังคม” ขยายระบบความคุ้มครองประกันสังคมครอบคลุมผู้ประกอบอาชีพอิสระท่องเที่ยว และเร่งจัดตั้ง กองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงเงินชดเชยเพื่อการ ฟื้นฟูธุรกิจได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอการกู้ยืม
2.ข้อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ “การประเมินความเสี่ยงและการออกแบบความต่อเนื่องทางธุรกิจ อาทิ ย้ายห้องควบคุมไฟฟ้าและเซิร์ฟเวอร์ขึ้นที่สูง และฝึกซ้อมแผนอพยพ “การปรับตัวด้วยการก่อสร้างแบบยั่งยืน” นำนวัตกรรมวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้อาคารมีความยืดหยุ่น เช่น ระบบกักเก็บนํ้าฝน ระบบสำรอง พลังงานหมุนเวียน และการเลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อความชื้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสียหายแล้ว ยังตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อม
รวมถึง “การบริหารห่วงโซ่อุปทานแบบกระฉับกระเฉง” ธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อวัตถุดิบ และเครือข่ายโลจิสติกส์ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบ เส้นทางการขนส่งทางเลือก เพื่อป้องกันภาวะชะงักงันเมื่อเกิดวิกฤต “การสร้างความร่วมมือกับชุมชน” สถานประกอบการควรทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพิงของชุมชนยามวิกฤต เช่น การเปิดพื้นที่รองรับอาสาสมัคร หรือสนับสนุนเสบียง การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างธุรกิจกับชุมชนท้องถิ่นจะส่งเสริมให้พื้นที่นั้นสามารถฟื้นตัวและกลับมารับนักท่องเที่ยวได้เร็วขึ้นอย่างยั่งยืน
กรณีศึกษารับมือน้ำท่วมระดับนานาชาติ
กรณีศึกษาความสำเร็จในการรับมืออุทกภัยระดับนานาชาติ การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากต่างประเทศ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในระดับโครงสร้างมหภาคและ การปรับตัวระดับจุลภาค ที่ผสานการบริหารจัดการนํ้าเข้ากับการพัฒนาภูมิทัศน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
ประเทศ “เนเธอร์แลนด์” มีโครงการ Room for the River รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เปลี่ยนทิศทางจากการเพิ่มความสูงของกำแพงกั้นน้ำ มาเป็น ยุทธศาสตร์คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ ในพื้นที่ 39 แห่ง งบประมาณ 2.3 พันล้านยูโร เพื่อรองรับอัตราการไหลของน้ำ 16,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยใช้มาตรการลดระดับที่ราบนํ้าท่วมถึง ขุดช่องทางน้ำสำรอง และถอยร่นคันกั้นน้ำ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและจ่ายค่าเวนคืนบ้านเรือนประมาณ 200 หลังในราคาตลาดที่เป็นธรรม
โครงการนี้นอกจากจะป้องกันอุทกภัยแล้ว ยังพัฒนาพื้นที่รับน้ำให้เป็นสวนสาธารณะ เส้นทางปั่นจักรยาน และ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ที่สร้างประโยชน์ทับซ้อนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี” สู้กับปรากฏการณ์น้ำท่วมสูง (Acqua Alta) ด้วยโครงสร้างมหาภาค ระบบ MOSE ซึ่งเป็นประตูน้ำอัจฉริยะยกตัวจากพื้นทะเลเพื่อปิดล้อมทะเลสาบเวนิส ร่วมกับการปรับตัวระดับจุลภาคด้วย “Passerelle” หรือทางเดินยกระดับชั่วคราวทำจากไม้และเหล็ก ทำให้นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางไปยังโรงแรมและร้านค้าได้แม้ในช่วงน้ำท่วม
เจาะลึก 3 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมกระทบท่องเที่ยว
ความเสี่ยงและผลกระทบอุทกภัยต่อการท่องเที่ยวไทย “กรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำเจ้าพระยา” กำลังเผชิญปัจจัยลบ 3 ประการ ได้แก่ น้ำเหนือ ปริมาณน้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุดตัว โดยเฉพาะภัยคุกคามใหม่จากฝนตกหนักกระจุกตัว “Rain Bombs” ซึ่งเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำที่รองรับได้เพียง 60–80มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มความสูงคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันสูงถึง 2.8-3.5 เมตร ถือเป็นการจัดการแบบ Solid Perception ที่ปิดกั้นผู้คนจากวิถีชีวิตริมนํ้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นการบริหารจัดการที่ขาดความยั่งยืน และนักวิชาการเสนอให้เมืองต้องประยุกต์ใช้การมองแบบยืดหยุ่น (Liquid Perception) ซึ่งเป็นการยอมรับและปรับผังเมืองให้บูรณาการความเปลี่ยนแปลงของระดับนํ้า (Waterscape Urbanism) เพื่อความยืดหยุ่นในระยะยาว
ขณะที่ “พระนครศรีอยุธยา” เมืองมรดกโลก UNESCO ที่ตั้งบนที่ราบลุ่มนํ้าท่วมถึง ทำให้พื้นที่นี้ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2554 และเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก โบราณสถานและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมีความเปราะบางทาง กายภาพสูงเมื่อต้องแช่นํ้าเป็นเวลานาน การสร้างกำแพงกั้นน้ำคอนกรีตรอบเกาะเมือง อาจเป็นมาตรการป้องกันนํ้าล้นตลิ่งที่มีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายทัศนียภาพและคุณค่าของ “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของเมืองมรดกโลก
การสร้างสมดุลจึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น การใช้พื้นที่แก้มลิง การฟื้นฟูโครงข่ายคลองโบราณ และการเพิ่มศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการรับมือ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าประชาชนในพื้นที่อยุธยายังขาดความรอบรู้ด้านความเสี่ยงนํ้าท่วมและเข้าไม่ถึงข้อมูลพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ
สำหรับ “เชียงใหม่” วิกฤตอุทกภัยในปี 2567 น้ำป่าไหลทะลักเข้าท่วมปางช้าง ในอำเภอแม่แตง แม้จะมีการแจ้งเตือนและอพยพช้างกว่าร้อยเชือก แต่กระแสน้ำป่าที่รุนแรงทำให้เกิดความสูญเสีย เช่น กรณีการเสียชีวิตของช้างพังพลอยทอง และการช่วยเหลือช้างตาบอดพังแม่บุญที่ต้องใช้สรรพกำลังมหาศาล
เหตุการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีทรัพย์สินลักษณะเฉพาะ เช่น ปางสัตว์ ไม่สามารถใช้แผนอพยพของมนุษย์ทั่วไปได้ ภาคส่วนเหล่านี้ต้องการแผนการพัฒนาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ(BCP) ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก และต้องบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยาน กองทัพ และสัตวแพทย์ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
แนะ 4 แนวทางรับมือน้ำท่วม
ดังนั้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือกับอุทกภัย เปลี่ยนผ่านจากการจัดการเชิงรับไปสู่เชิงรุก และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว มีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายโครงสร้าง และระดับปฏิบัติการใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1. การปรับผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเชิงนิเวศ ภาครัฐและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำควรนำปรัชญาของเนเธอร์แลนด์ Room for the River มาประยุกต์ใช้กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอยุธยา โดยพัฒนาแก้มลิงและทางเบี่ยงน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในยามปกติ
2.ยกระดับมาตรฐาน BCP และเตือนภัย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรสนับสนุนหรือกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และปางช้าง/ศูนย์บริบาลสัตว์ จัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP) ที่ครอบคลุมถึงการจำลองสถานการณ์นํ้าท่วม การจัดการห่วงโซ่อุปทานสำรอง และการทำข้อตกลงร่วมกับพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า
การประยุกต์ใช้กรอบ 4R ของ UN Tourism ส่งเสริมการดำเนินการตามมาตรฐานสากล และจัดทำระบบเตือนภัยหลายภาษาผ่านสมาร์ทโฟนตามกรอบ 4R โดยเน้นที่การซักซ้อมแผนร่วมกับชุมชน และ การพัฒนาระบบสื่อสารภาวะวิกฤต แบบหลายภาษาผ่านสมาร์ทโฟนของนักท่องเที่ยว
3. การสนับสนุนเครื่องมือทางการเงิน และ Parametric Insurance รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนส่งเสริม หรือออกมาตรการทางภาษี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนเบี้ยประกันแบบอิงพารามิเตอร์ ให้แก่ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว และการป้องกันความเสี่ยงกรณี NDBI ควรกำหนดเงื่อนไขการคุ้มครองที่อิงกับระดับความสูงของนํ้าในลุ่มนํ้าหลัก เพื่อปกป้องสภาพคล่องของธุรกิจจากการถูกยกเลิกการจองที่พัก
นวัตกรรมนี้จะรับประกันว่าภาคเอกชนจะได้รับกระแสเงินสดภายในเวลาอันรวดเร็วเพื่อฟื้นฟูกิจการ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเยียวยาจากภาครัฐที่มักใช้เวลานาน
4.ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ ปรับใช้นวัตกรรมระดับจุลภาคแบบเมืองเวนิส ในพื้นที่เสี่ยงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิศวกรรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรเรียนรู้การปรับตัวแบบยืดหยุ่น เช่น ทางเดินยกระดับชั่วคราว (Passerelle) แบบเวนิส มาใช้ในเขตมรดกวัฒนธรรม หรือการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบสะเทินนํ้าสะเทินบก เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากดำเนินต่อได้แม้ในฤดูน้ำหลาก หากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สามารถขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินการตาม
แนวทางเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยย่อมสามารถก้าวข้ามทุกวงจรวิกฤต ฟื้นตัวได้อย่าง รวดเร็ว เข้มแข็งขึ้น และดำรงขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน







