
ส่องตลาดก่อสร้างปี 70 งานรัฐหด-เอกชนทรงตัว วัสดุก่อสร้างแข่งเดือด
SCB EIC ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2027 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน มูลค่าก่อสร้างภาครัฐคาดหดตัว 5% เหลือ 927,000 ล้านบาท จากงบลงทุนลดลง ขณะที่ภาคเอกชนทรงตัวที่ 598,000 ล้านบาท ส่วนวัสดุก่อสร้างเจออุปสงค์ชะลอและการแข่งขันด้านราคาสูง
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่ามูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2570 จะหดตัวลง 5% เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณการลงทุนของรัฐบาล
- การก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มทรงตัว แต่โครงการที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์จะชะลอตัว สวนทางกับโรงงานอุตสาหกรรมและ Data Center ที่ยังขยายตัว
- ตลาดวัสดุก่อสร้างจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากอุปสงค์ที่หดตัวตามภาคก่อสร้างโดยรวม และแรงกดดันด้านราคาจากสินค้านำเข้า
รัฐหั่นงบลงทุน ก่อสร้างภาครัฐหด 5%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2027 มีแนวโน้มลดลง 5% จากปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 927,000 ล้านบาท ตามข้อจำกัดด้านกรอบงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะวงเงินงบลงทุนปีงบประมาณ 2027 ที่ลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2026
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินการอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ช่องทางการลงทุนรูปแบบอื่น เช่น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP รวมถึงการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF อาจเข้ามามีบทบาทในการผลักดันโครงการลงทุนบางส่วน
โอกาสดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิศวกรรม ฐานะทางการเงิน และประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สามารถขยายบทบาทไปยังโครงการรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น
เอกชนทรงตัว บ้าน-สำนักงานชะลอ แต่โรงงานยังมีแรงหนุน
สำหรับมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2027 SCB EIC คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 598,000 ล้านบาท แม้ภาพรวมจะไม่ได้หดตัว แต่โครงสร้างภายในตลาดมีความแตกต่างกันตามประเภทของโครงการ
การก่อสร้างที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตามภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปสงค์ที่ชะลอตัว
ในทางกลับกัน การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังมีโอกาสขยายตัว ตามมูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Data Center ที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนการก่อสร้างในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำ ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนความไม่แน่นอนของการลงทุนโรงงานจากต่างชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความชัดเจนของผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
3 โจทย์ใหญ่รับเหมา ต้นทุน-งบรัฐ-มาตรฐานความปลอดภัย
SCB EIC มองว่า ภาคก่อสร้างในปี 2027 ยังต้องรับมือกับปัจจัยท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อต้นทุนก่อสร้าง ข้อจำกัดด้านการคลังที่ทำให้การลงทุนภาครัฐระมัดระวังมากขึ้น และการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง
โดยเฉพาะต้นทุนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและวัตถุดิบ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้รับเหมาและผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นจะเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการทำงาน
ในระยะกลางยังมีโอกาสจากตลาดอาคารประหยัดพลังงาน การปรับปรุงอาคารเก่าให้ผ่านเกณฑ์ Building Energy Code หรือ BEC รวมถึงมาตรฐานอาคารสีเขียวและการลงทุน Data Center ซึ่งจะทยอยสร้างความต้องการงานก่อสร้างในพื้นที่ต่างๆ
รับเหมาเร่งหา New Business ลดพึ่งงานเดิม
SCB EIC แนะนำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับตลาดที่มีความไม่แน่นอน โดยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากงานประเภทใหม่ เช่น งานปรับปรุงอาคารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และงานก่อสร้าง Data Center ควบคู่กับการพัฒนาความเชี่ยวชาญและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ
ด้านการบริหารการเงิน ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดและการบริหาร Backlog โดยปรับสัดส่วนการเข้าประมูลงานภาครัฐและเอกชนให้เหมาะสม รวมถึงพิจารณาเข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังการรับงานที่แข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรและสภาพคล่องของบริษัท
อีกประเด็นสำคัญคือการควบคุมต้นทุน โดยควรกระจายแหล่งจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง สร้างความร่วมมือกับผู้ค้าและผู้ผลิต รวมถึงทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุล่วงหน้าในกรณีที่เหมาะสม พร้อมประสานงานกับผู้ว่าจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
เทคโนโลยี-แรงงานฝีมือ ยกระดับการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยผู้ประกอบการสามารถสร้างพันธมิตรกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงนำเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ จึงเป็นอีกโจทย์ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ ควบคู่กับการเตรียมตัวรองรับมาตรการด้านมาตรฐานผู้รับเหมา การขึ้นบัญชีผู้รับเหมาที่มีข้อจำกัดในการรับงาน หรือ Blacklist ตลอดจนมาตรฐานวัสดุก่อสร้างที่เข้มงวดขึ้น
วัสดุก่อสร้างปี 2027 อุปสงค์หด กำลังผลิตยังเหลือ
สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง SCB EIC ประเมินว่า อุปสงค์การใช้งานในปี 2027 มีแนวโน้มหดตัวตามทิศทางภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะความต้องการจากโครงการภาครัฐและการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตมีแนวโน้มอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ด้านราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน รวมถึงแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ราคายังคงสูงกว่าระดับในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการยังต้องบริหารต้นทุนอย่างใกล้ชิด
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือสินค้าวัสดุก่อสร้างจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเหล็กและกระเบื้อง ที่อาจเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศอยู่ในระดับสูง และจำกัดความสามารถในการกำหนดราคาให้แข่งขันกับสินค้านำเข้า
CBAM เพิ่มโจทย์ผู้ผลิตเหล็กไทย เร่งลดคาร์บอน
สำหรับผู้ผลิตเหล็ก มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM จะเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องพัฒนาระบบวัดและรายงานค่า Embedded Emissions ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ แต่ครอบคลุมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง SMEs ที่เกี่ยวข้อง
ผู้ผลิตวัสดุจับมืออสังหาฯ ล็อกออเดอร์ล่วงหน้า
SCB EIC แนะนำให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างให้ความสำคัญกับการบริหารแหล่งวัตถุดิบ ต้นทุน และสินค้าคงคลัง เพื่อรักษาอัตรากำไรท่ามกลางความผันผวนของต้นทุน โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ
นอกจากนี้ ควรรักษามาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างพันธมิตรกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้รับเหมารายใหญ่ เพื่อทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตและบริหารสต็อกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตควรยกระดับบทบาทจากการจำหน่ายสินค้าไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร พร้อมเร่งลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิต เพื่อรองรับทั้งกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการของตลาดในอนาคต
ผู้ค้าวัสดุรับมือการแข่งขัน ใช้ Software- AI เพิ่มประสิทธิภาพ
ด้านผู้ค้าวัสดุก่อสร้างต้องติดตามทั้งทิศทางราคาสินค้าและต้นทุนขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากทั้ง Modern Trade ร้านค้าวัสดุก่อสร้างในชุมชน และผู้ค้าหรือนายหน้าวัสดุก่อสร้างจากต่างประเทศ
อีกแนวทางคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ ทั้ง Software และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการสินค้า วิเคราะห์ความต้องการ และบริหารสต็อก ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นในช่วงที่ตลาดวัสดุก่อสร้างเผชิญอุปสงค์ชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคาสูง
ภาพรวมปี 2027 จึงเป็นช่วงที่ทั้งธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างต้องปรับจากการพึ่งพาตลาดเดิมไปสู่การบริหารต้นทุน กระแสเงินสด และประสิทธิภาพการดำเนินงานมากขึ้น พร้อมมองหาโอกาสจากงานก่อสร้างรูปแบบใหม่ เช่น Data Center อาคารประหยัดพลังงาน และการปรับปรุงอาคาร เพื่อชดเชยแรงกดดันจากตลาดก่อสร้างภาครัฐและที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มชะลอตัว






