
ผู้รับเหมาจีนฟาดเรียบ ก่อสร้าง Data Center พื้นที่อีอีซี
เอกชน เปิดข้อมูล Data Center ที่กำลังก่อสร้างในไทย 35 โครงการ พบผู้รับเหมาจีนครอง 30 โครงการ จี้ BOI ล็อกจ้างวิศวกร-แรงงานไทย 80% ดัน Local Content 50% เปิด GPU ราคาถูกให้ SME พร้อมเร่งแก้คอขวดไฟฟ้าและสายส่ง
KEY
POINTS
- ผู้รับเหมาจีนครองส่วนแบ่งโครงการก่อสร้าง Data Center ในพื้นที่ EEC อย่างท่วมท้น โดยจาก 35 โครงการ มีผู้รับเหมาไทยเพียง 5 โครงการ ทำให้เม็ดเงินลงทุนไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการไทย
- เกิดความกังวลว่าการลงทุน Data Center จะซ้ำรอยปัญหา "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ที่ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่การลงทุนน้อยกว่าที่ควร ขณะที่วิศวกรไทยถูกลดบทบาท
- มีข้อเสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะ BOI กำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน เช่น กำหนดสัดส่วนการใช้ผู้รับเหมาและบุคลากรไทย รวมถึงการใช้สินค้าในประเทศ (Local Content)
นายเขมณัฐ นิลเจริญ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท แอคคิวเมน คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Acumen Consulting ที่ปรึกษาด้านงานระบบวิศวกรรมและศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากไซต์ Data Center ที่กำลังก่อสร้างในอีอีซีและอยู่ในการดูแลหรือรวบรวมข้อมูลประมาณ 35 โครงการ พบว่า 30 โครงการดำเนินงานโดยผู้รับเหมาจากจีน ส่วนโครงการที่ใช้ทีมผู้รับเหมาไทยมีเพียงประมาณ 5 โครงการ โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมโครงการของผู้ให้บริการรายใหญ่
หลายโครงการมีทั้งทีมบริหาร วิศวกร และแรงงานจีนเข้ามาปฏิบัติงานเกือบเต็มไซต์ ทำให้มูลค่าการลงทุนที่ประกาศว่าเข้ามาในประเทศไทยอาจไม่ได้กระจายถึงผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน และผู้ผลิตอุปกรณ์ไทยในสัดส่วนที่ควรจะเป็น
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมกำลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง จากเดิมโครงการ Data Center มีมูลค่าลงทุนประมาณ 10–11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 325–357.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ปัจจุบันบางโครงการลดลงเหลือประมาณ 6–7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 195–227.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์
มูลค่าที่หายไปมากกว่า 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ทำให้งานออกแบบ งานก่อสร้าง งานระบบ และการจัดหาอุปกรณ์ถูกส่งไปยังเครือข่ายต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำและทีมงานพร้อมกว่า ในบางโครงการ วิศวกรไทยเหลือบทบาทเพียงลงนามรับรองแบบ หรือ Endorsement เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอใช้ไฟฟ้า โดยไม่ได้มีส่วนร่วมกับกระบวนการออกแบบอย่างแท้จริง
นายเขมณัฐ กังวลว่า วิศวกรไทยบางส่วนอาจลงนามรับรองแบบที่จัดทำโดยทีมต่างชาติ ทั้งที่ไม่ได้เข้าใจหรือรับทราบรายละเอียดทั้งหมด นอกจากทำให้ไทยเสียโอกาสพัฒนาบุคลากรแล้ว ยังอาจเกิดความเสี่ยงด้านมาตรฐานและความรับผิดชอบทางวิศวกรรมตามมา
จี้ BOI ล็อกสัดส่วนคนไทย 80%
นายเขมณัฐ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการคัดกรองคุณภาพโครงการ โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการให้สิทธิส่งเสริมการลงทุน โดยเงื่อนไขควรครอบคลุมการใช้ผู้รับเหมาไทย การใช้สินค้าและบริการในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และกำหนดให้วิศวกร บุคลากรเทคนิค รวมถึงแรงงานในโครงการเป็นคนไทยไม่น้อยกว่า 80% พร้อมตรวจสอบว่าบุคลากรไทยได้ทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำรายชื่อมาใส่ให้ครบตามเงื่อนไข
ในอดีต Data Center มีส่วนยกระดับทักษะของผู้ออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา และบุคลากรฝ่ายปฏิบัติการของไทย รวมถึงสร้างวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น งานตรวจสอบและทดสอบระบบ หรือ Commissioning ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบว่าระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบควบคุม และระบบสำรองสามารถทำงานร่วมกันได้ตามที่ออกแบบไว้
การลงทุนยังช่วยขยายโครงข่าย Dark Fiber และ Fiber Optic จากเดิมที่ประเทศไทยมีจุดเชื่อมต่อหรือ POP เพียงไม่กี่จุด หากไทยรักษางานสำคัญไว้ได้ Data Center จะช่วยสร้างทั้งแรงงานทักษะสูงและโครงสร้างพื้นฐานที่อุตสาหกรรมอื่นใช้ประโยชน์ร่วมกัน
นายเขมณัฐ ยังเสนอให้กำหนด Local Content ไม่น้อยกว่า 50% โดยไทยมีฐานผลิตอุปกรณ์ที่เชื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรม Data Center ได้ โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ผลิตบางรายซึ่งตั้งโรงงานในประเทศไทยกลับยังไม่มีโอกาสขายสินค้าให้โครงการในประเทศ
ภาครัฐจึงควรเปิดให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในไทยขึ้นทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายระบบและอุปกรณ์ พร้อมเชื่อมโยงกับผู้ลงทุน หากโครงการไม่สามารถใช้ Local Content ได้ตามเป้าหมาย รัฐอาจกำหนดมาตรการชดเชย หรือ Offset เช่น ให้สนับสนุนสายส่งไฟฟ้า ระบบโรงไฟฟ้าชุมชน การพัฒนาบุคลากร หรือทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
นอกจากนี้ ควรนำหลักผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ SROI มาใช้ประกอบการพิจารณาโครงการ โดยวัดทั้งการสร้างงาน การพัฒนาทักษะ การใช้สินค้าและบริการในประเทศ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และผลประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางการเงิน
ผู้ให้บริการ Data Center ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐควรเปิดบริการ Cloud HPC ให้นักศึกษาและมหาวิทยาลัยเข้าถึง เพื่อใช้ทดลอง ค้นคว้า และจำลองสถานการณ์ในการเรียนการสอน เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยไม่มีงบประมาณเพียงพอซื้อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ให้ทุกคณะวิศวกรรมศาสตร์
เตือนไทยเสี่ยงเจอ Data Center ศูนย์เหรียญ
นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยเสี่ยงเกิดปรากฏการณ์ “Data Center ศูนย์เหรียญ” คล้ายปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญในอดีต คือมีการลงทุนเกิดขึ้นในประเทศ แต่ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่การลงทุนน้อยกว่าที่ควร
แม้เซิร์ฟเวอร์และ GPU ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติและอุปกรณ์บริหารจัดการพลังงาน ซึ่งควรถูกนำมารวมอยู่ในเป้าหมาย Local Content 50%
อุปสรรคสำคัญอีกด้านคือระบบไฟฟ้า แม้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูง แต่ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อยยังไม่สามารถส่งไฟฟ้าไปยังจุดหรือ Node ที่นักลงทุนต้องการได้เพียงพอ ขณะที่การสร้างสายส่งและสถานีใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี
ทางออกเร่งด่วนคือประสานความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้ากับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า เพื่อนำโรงไฟฟ้าเก่าที่เลิกใช้หรือใกล้หมดอายุมาปรับปรุงเทคโนโลยี และนำกำลังผลิตกลับมารองรับโครงการได้เร็วกว่าการเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมด
ปัจจุบันมีการหารือความร่วมมือกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งมีกำลังผลิตในจังหวัดราชบุรีประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ และมีแผนปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่าเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเป็นประมาณ 2,500 เมกะวัตต์หรือมากกว่า
พร้อมกันนี้ มีแนวคิดใช้พื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ พัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางสำหรับ AI Data Center เชื่อมโยงระบบไฟฟ้า พลังงานทดแทน และโครงข่ายสื่อสาร โดยพื้นที่ราชบุรีและประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพจากแนวเคเบิลใต้น้ำและเส้นทางเชื่อมต่อข้อมูล
นายณรัตน์ไชย ประเมินว่า ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า ความต้องการ Data Center อาจขยายตัวประมาณ 2–6 เท่า และบางกรณีอาจเพิ่มขึ้น 3–10 เท่าจากระดับปัจจุบัน กลุ่มพลังงานไทยที่มีทั้งพื้นที่และกำลังผลิต เช่น IRPC และ GPSC จึงควรร่วมลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แทนการทำหน้าที่ขายไฟฟ้าหรือให้เช่าที่ดินเพียงอย่างเดียว
หากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับโครงการประมาณ 500 เมกะวัตต์ อาจกำหนดให้พันธมิตรไทยร่วมดำเนินงานบางส่วน เช่น 200 เมกะวัตต์ เพื่อให้ไทยได้รับทั้งรายได้ ความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวควรเชื่อมต่อไปสู่ Local AI สำหรับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ ธนาคาร และอุตสาหกรรมย่อย โดยใช้ระบบไฮบริดนำ AI และ GPU เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเดิม เพื่อให้การลงทุน Data Center สร้างการใช้งานและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ชี้ 3 ปีแรกคือเค้กก้อนใหญ่
ส่วนนายขจรศักดิ์ สัมพันธ์วิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีซี ดีไซน์ โซลูชั่น จำกัด หรือ DC Design Solution กล่าวว่า การลงทุน Data Center แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านทุน หรือ Capex และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือ Opex
ช่วง Capex ซึ่งครอบคลุมงานอาคาร งานก่อสร้าง และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงเป็นช่วงที่มีเม็ดเงินก้อนใหญ่และเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจไทย แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าผู้ลงทุนต้องใช้สินค้า วัสดุ หรือบริการภายในประเทศในสัดส่วนเท่าใด
การก่อสร้าง Data Center ต้องการความรวดเร็วสูง หากกำลังผลิตหรือปริมาณสินค้าภายในประเทศไม่เพียงพอ ผู้ลงทุนจะหันไปนำเข้าอุปกรณ์และบริการจากต่างประเทศ ขณะที่บางส่วนของงานถูกกำหนดงบประมาณไว้เพียง 6–7 ล้านบาท และต้องก่อสร้างให้เสร็จภายใน12 เดือน ผู้รับเหมาไทยที่เตรียมทีมไม่ทันจึงเสียงานให้บริษัทจากจีนและมาเลเซีย
เมื่อการก่อสร้างสิ้นสุด โอกาสจะเปลี่ยนไปอยู่ในงาน Opex ทั้งการดูแลระบบ วิศวกรรม ช่างเทคนิค และงานปฏิบัติการระยะยาว หากไทยไม่เร่งพัฒนาบุคลากร ผู้ลงทุนสามารถนำทีมต่างชาติเข้ามาทำงานแทนได้
นายขจรศักดิ์ มองว่า การให้สิทธิประโยชน์ต้องแลกกับมูลค่าเพิ่มในประเทศ หากให้สิทธิประโยชน์มากเกินไปโดยไม่มีเงื่อนไข ประเทศอาจได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าศักยภาพ แต่หากกำหนดกฎเข้มงวดเกินกว่าความพร้อมของอุตสาหกรรม นักลงทุนอาจเลือกประเทศอื่น จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับผลประโยชน์ที่ไทยควรได้รับ
GPU อยู่ในไทย แต่ธุรกิจไทยเข้าไม่ถึง
นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุน AI Data Center ทำให้มี GPU จำนวนมากเข้ามาติดตั้งในประเทศไทย แต่กำลังประมวลผลส่วนใหญ่อาจถูกสำรองไว้ให้ผู้เช่าหรือผู้ใช้งานจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยแทบไม่มีโอกาสใช้ทรัพยากรเหล่านี้ ทั้งนี้ภาครัฐจึงควรกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิส่งเสริมจัดสรรกำลังประมวลผลบางส่วนให้ SME และองค์กรไทยในราคาต่ำกว่าปกติ 50% เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กทดลองและพัฒนาแอปพลิเคชัน AI โดยไม่ต้องลงทุนซื้อระบบราคาแพงเอง
อีกแนวทางหนึ่งคือส่งเสริมให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เข้ามาตั้งบริษัทจัดจำหน่าย ศูนย์บริการ และศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย เพื่อผลักดัน ให้ไทยเป็นช่องทางสำรองแห่งที่สอง หรือ Second Channel ลดการพึ่งพาศูนย์บริการในจีน และใช้ไทยเป็นฐานให้บริการประเทศใกล้เคียง
ด้านการบริหารพื้นที่ ไทยควรเปลี่ยนจากการกำหนดโซนนิ่งแล้วปล่อยให้นักลงทุนเลือกซื้อที่ดินเอง ไปสู่การพัฒนา Data Center Campus โดยภาครัฐเลือกพื้นที่เฉพาะและเตรียมไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า
แนวทางนี้จะช่วยวางแผนการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ลดความเสี่ยงที่ Data Center จะเข้าไปแย่งไฟฟ้าและน้ำจากชุมชน และแก้ปัญหานักลงทุนเลือกพื้นที่จากราคาที่ดินโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า







