
ไฟไหม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ เฝ้าระวังสูดควันพิษ 48 ชม. พร้อมวิธีรับมือเบื้องต้น
แพทย์แนะไฟไหม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ต้องเฝ้าระวัง พิษควันไฟอาจแสดงอาการช้าถึง 48 ชั่วโมง พร้อมแนวทางรับมืดหลังสูดดม
KEY
POINTS
- ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ต้องเฝ้าระวังภาวะสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) ซึ่งอาจแสดงอาการช้าภายใน 24-48 ชั่วโมง แม้ในตอนแรกจะรู้สึกปกติ
- อาการอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ หายใจลำบากหรือมีเสียงหวีด ไอมีเสมหะปนเขม่าสีดำ เสียงแหบ ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการมึนงงสับสน
- วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเจอควันไฟคือให้รีบออกจากพื้นที่โดยการหมอบต่ำ ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปาก และเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์
กรณีเกิดเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ราย แบ่งเป็นชาย 9 ราย และหญิง 18 ราย ผู้บาดเจ็บ 63 ราย ในจำนวนนี้มีอาการค่อนข้างหนัก 22 ราย กระจายรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมผู้ประสบเหตุจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งสิ้น 90 ราย
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในฐานะวิสัญญีแพทย์และผู้ที่เคยปฏิบัติงานด้านการจัดการภัยพิบัติ ขอให้ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ ควรให้ความสำคัญและสื่อสารต่อ เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อนและการสูดดมควันไฟ ซึ่งอาจเป็นอันตรายแม้ไม่มีบาดแผลภายนอก
ทั้งนี้ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ทุกคนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเร็ว เพื่อประเมินผลกระทบจากความร้อนและควันไฟ หากมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอถี่ ไอมีเสมหะสีดำปนเขม่า เสียงแหบ เจ็บคอมาก ปวดศีรษะรุนแรง มึนงง สับสน วิงเวียนศีรษะ ซึมลง หรือหมดสติ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการได้รับพิษจากควันไฟหรือภาวะพร่องออกซิเจน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สำหรับควันไฟมีสารอันตรายสำคัญ 2 ชนิด คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และอนุภาคขนาดเล็ก เช่น PM2.5 หรือเล็กกว่านั้น ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จะเข้าไปแย่งจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้
ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง ระดับความรู้สึกตัวลดลง และอาจทำให้เกิดอาการของโรคหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก ขณะที่อนุภาคขนาดเล็กจะลงสู่ปอดโดยตรง ทำให้เกิดอาการไอ หายใจลำบาก และทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอดมีอาการรุนแรงขึ้น
โดยผู้ประสบเหตุควรปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตั้งแต่ในจุดเกิดเหตุ โดยรีบออกจากพื้นที่ที่มีควันไฟให้เร็วที่สุด หากต้องผ่านกลุ่มควันควรหมอบต่ำหรือคลานออกจากพื้นที่ เนื่องจากควันและก๊าซร้อนจะลอยอยู่ด้านบน หากมีผ้าชุบน้ำสามารถใช้ปิดจมูกและปากเพื่อลดการสูดดมเขม่าและอนุภาคพิษได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ เมื่อพ้นจากพื้นที่อันตรายแล้ว ควรรีบเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยไปยังบริเวณที่อากาศบริสุทธิ์และมีการระบายอากาศดี หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดีให้จัดให้นั่งในท่าที่สบายที่สุด แต่หากหมดสติและยังหายใจได้ ให้จัดนอนตะแคงในท่าพักฟื้น (Recovery Position) เพื่อป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจและการสำลัก พร้อมคลายเสื้อผ้าหรือสิ่งที่รัดบริเวณลำคอและหน้าอก เพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่
ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ ต้องรีบประเมินการหายใจและทำการกู้ชีพ (CPR) พร้อมโทรแจ้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินทันที ขณะที่ผู้ที่มีอาการระคายเคืองตาจากเขม่าหรือควันไฟ ควรใช้น้ำสะอาดล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที ส่วนผู้ที่มีอาการแสบคอหรือคอแห้ง สามารถจิบน้ำสะอาดทีละน้อยเพื่อบรรเทาอาการได้
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) ซึ่งเกิดจากความร้อนและก๊าซพิษทำลายทางเดินหายใจ โดยอาการอาจยังไม่ปรากฏทันที แต่จะเริ่มแสดงภายใน 24-48 ชั่วโมง จึงไม่ควรชะล่าใจ แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกเป็นปกติก็ตาม โดยเฉพาะหากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรงหรือไอมีเสมหะปนเขม่าสีดำ เสียงแหบผิดปกติ มีรอยไหม้บริเวณใบหน้า ขนจมูก หรือช่องปาก รวมถึงมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หรือซึมลง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
สำหรับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการประเมินบาดแผลไฟไหม้ ตรวจหาร่องรอยเขม่าบริเวณใบหน้าและทางเดินหายใจ ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และในบางรายอาจจำเป็นต้องส่องกล้องตรวจหลอดลม (Bronchoscopy) เพื่อตรวจหาการบวม แผลไหม้ หรือคราบเขม่าภายในหลอดลม รวมถึงตรวจเลือดเพื่อวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจนและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
“ไม่เพียงผู้ประสบเหตุเท่านั้นที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากควันไฟ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง หน่วยกู้ภัย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน เพราะต้องสัมผัสควันไฟและอนุภาคพิษซ้ำ ๆ แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ การได้รับอนุภาคขนาดเล็กอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในระยะยาว จึงควรใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจอย่างเหมาะสมและได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ”
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
- อาการทางระบบหายใจ: หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอถี่ ไอมีเสมหะสีดำปนเขม่าเสียงผิดปกติ: เสียงแหบลง เจ็บคอมากระบบประสาท: ปวดหัวรุนแรง มึนงง สับสน วิงเวียนศีรษะ ซึมลง หรือหมดสติ
- การหายใจควันไฟในระยะแรกจะเกิดผลเฉียบพลัน โดยควันจะระคายเคืองตา จมูก คอ และกลิ่นจะทำให้คลื่นไส้ ปอดทำงานลดลงทำให้ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง
- ภาวะแผลไฟไหม้จากความร้อนและสารเคมี โดยการตรวจร่างกายภายนอก: ประเมินบาดแผลไฟไหม้ตามร่างกาย ว่ามีความลึกและกินพื้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย รวมถึงหาคราบเขม่าบริเวณใบหน้า จมูก หรือขนจมูกไหม้อาการที่ต้องเฝ้าระวังและรีบกลับไปหาหมอ (Delayed Symptoms)แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกปกติ แต่ให้สังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
- สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) ซึ่งก๊าซพิษและความร้อนสามารถทำลายปอดได้ โดยอาการอาจไม่แสดงผลทันทีใน 24-48 ชั่วโมงแรก
- การตรวจร่างกายที่แพทย์มักจะประเมินเมื่อไปถึงห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ดังนี้
- ตรวจระบบทางเดินหายใจและปอด: ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และอาจส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจ (Bronchoscopy) เพื่อหาการบวม แผลไหม้ หรือเขม่าในหลอดลมวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
- ตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณก๊าซพิษในร่างกาย เนื่องจากก๊าซนี้แย่งจับกับออกซิเจน ทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เฝ้าระวังภาวะพร่องออกซิเจน
แนวทางรับมือการสูดดมควันไฟเบื้องต้น
- หนีออกจากพื้นที่โดยเร็ว: หมอบต่ำและคลานไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากควันและก๊าซร้อนจะลอยตัวขึ้นที่สูง
- ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก: ช่วยกรองเขม่าควันระดับหนึ่งและลดการสูดดมอนุภาคพิษ
การประเมินและดูแลผู้ประสบภัยในจุดเกิดเหตุ
1. การเคลื่อนย้ายและประเมินเบื้องต้นอพยพผู้ประสบภัย:
- รีบพาผู้ประสบภัยไปยังพื้นที่เหนือลมหรือสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเทสะดวกทันที
- จัดท่าทาง: หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ให้จัดนั่งในท่าที่สบายที่สุด หากผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจได้ ให้จัดนอนตะแคง (Recovery Position) เพื่อป้องกันลิ้นตกและป้องกันการสำลัก
- คลายเสื้อผ้า: ปลดกระดุมเสื้อ เข็มขัด หรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณลำคอและหน้าอกออก เพื่อให้ปอดขยายตัวและรับออกซิเจนได้เต็มที่
2. การช่วยชีวิตฉุกเฉิน (หากจำเป็น)
- ประเมินการหายใจ: สังเกตการขยับของหน้าอก และฟังเสียงการหายใจ
- ทำ CPR: หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ ให้ทำการกู้ชีพ (CPR) ทันที และโทรเรียกรถพยาบาล
3. การดูแลเฉพาะจุดเมื่อมีอาการระคายเคือง
- ระคายเคืองตา: หากมีเขม่าหรือควันเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาด (เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด) ล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที โดยลืมตาในน้ำหรือเปิดให้น้ำไหลผ่าน
- ระคายเคืองคอ: หากคอแห้งหรือแสบ สามารถจิบน้ำสะอาดทีละน้อยเพื่อบรรเทาอาการได้
อาการอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีแม้ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีในระยะแรก แต่ควันไฟอาจทำให้ทางเดินหายใจบวมในภายหลัง ควรสังเกตอาการฉุกเฉินดังต่อไปนี้:
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
- ไออย่างรุนแรง หรือไอมีเสมหะปนเขม่าควันสีดำ
- เสียงแหบผิดปกติ หรือมีรอยไหม้บริเวณใบหน้า ขนจมูก และช่องปาก
- มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หรือซึมลง






