thansettakij
thansettakij
ช่องโหว่กม.เปิดช่อง(นอมินี)ต่างชาติถือครองที่ดินไทย พบเกาะพะงัน 1.1พันราย

ช่องโหว่กม.เปิดช่อง(นอมินี)ต่างชาติถือครองที่ดินไทย พบเกาะพะงัน 1.1พันราย

14 พ.ค. 69 | 07:07 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 07:39 น.

นายกลงพื้นที่ เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี เผยช่องโหว่กฎหมายมีอะไรบ้างเปิดช่อง(นอมินี)ต่างชาติถือครองที่ดินไทย เกาะพะงัน นำโด่ง1.1พันราย

KEY

POINTS

  • ชาวต่างชาติใช้ช่องโหว่กฎหมายโดยให้คนไทยเป็น 'นอมินี' ถือหุ้นบริษัท 51% เพื่อให้สามารถซื้อและครอบครองที่ดินในประเทศไทยได้
  • ภาครัฐเข้าตรวจสอบปัญหาในพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบกรณีต้องสงสัยว่าเป็นการใช้นอมินีถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติประมาณ 1,100 ราย
  • นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและปราบปรามการใช้นอมินีอย่างจริงจัง เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ปัญหาการใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังหลายพื้นที่ท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจสำคัญพบการเข้าซื้อที่ดิน บ้านจัดสรร และอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะผิดปกติ จนภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบและยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมาย

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ ติดตามการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน และหาดฟรีดอมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด โดยระบุว่า ปัจจุบันพบการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติในหลายบริษัท เข้าข่ายการเป็นนอมินี ซึ่งตามกฎหมาย ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัท

สัดส่วน คนไทยถือหุ้น 51% ต่างชาติถือหุ้น  49% เป็นการจดทะเบียนบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยนับเป็น นิติบุคคลสัญชาติไทย ดำเนินการผ่าน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) (กรมธุรกิจการค้า) ซึ่งจะไม่มีข้อจำกัดประเภทธุรกิจส่วนใหญ่เหมือนการถือหุ้นเกิน 50% และไม่ต้องขอใบอนุญาตต่างด้าว

ย้อนไปก้อนหน้านี้ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรัฐบาลในสมัยนั้นมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ผ่านกฎหมายดังกล่าว แต่ในทางกลับกันพบว่า มีนักลงทุนสมคบกับคนไทยหัวใสนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเป็นนอมินี ถือหุ้นในสัดส่วนของคนไทย 51% ในขณะที่ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน49% แต่แท้ที่จริงแล้วต่างชาติถือหุ้นเป็นเจ้าของที่ดินและบริษัทเหล่านั้น100% และครอบครองทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขายสร้างอาณาจักรในพื้นที่เป็นวงกว้าง

ปมปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานโดยเฉพาะ พื้นที่หัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อย่างเกาะสมุย เกาะพะงัน ภูเก็ต พื้นที่ตามเกาะแก่งสำคัญ ฯลฯ และมีการเข้ามาทำธุรกิจเป็นกระบวนการขายโครงการให้กับพวกเดียวกันและนำเงินออกนอกประเทศ และทำให้รัฐขายรายได้จากภาษี โดยรูปแบบมีการเข้ามาทำธุรกิจและซื้อขายแบบหลากหลายรูปแบบที่มักพบว่าคือการขายผ่าน แพลตฟอร์มออนไลน์ ซื้อรูปแบบเงินดิจิทัล ฯลฯ

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือครองที่ดินอย่างละเอียด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พร้อมทั้งเร่งจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการเรียกเก็บผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาสภาพแวดล้อม ขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ใครมายึดครอง พร้อมทั้งจะจัดการสาธารณูปโภคที่เหมาะสม

นายอาร์ม  วงศ์อำไพพิสิฐรองประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเลขาธิการหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยกล่าวว่า จากการตรวจสอบ ธุรกิจที่อยู่ในข่ายนอมินี หรือคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติถือครองที่ดินในเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่า ที่อยู่ในข่าย ประมาณ 1,100ราย แต่ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจำแนกออกมาให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่อยู่ในข่ายนอมินีจำนวนกว่า1,000รายบนเกาะพะงัน คิดเป็นสัดส่วน6%ซึ่งถือว่ายังไม่มากเมื่อเทียบกับสัดส่วนพื้นที่เกาะที่มีเอกสารสิทธิ์30% ที่ไม่ใช่เขตป่า อุทยานฯลฯ   ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มีหลายหลายชาติ ไม่ใช่เพียงแต่กลุ่มอิสราเอลแต่เพียงอย่างเดียว

โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบประเทศไทยและเข้ามาทำธุรกิจในหลากหลายรูปแบบที่กระทบกับธุรกิจของคนไทยและคนในพื้นที่รวมถึงวิถีชีวิตชาวบ้าน ทำให้เกิดความเสียเปรียบไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร โรงเรียนนานาชาติ สปา เป็นต้น 

  ส่วนผลกระทบจากการปราบปรามนอมินีของคนต่างชาติ จะกระทบกำลังซื้อของคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ นายอาร์มมองว่าไม่น่ามีปัญหาเนื่องจากต่างชาติที่เข้ามาอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวนมากและยินยอมให้ตรวจสอบ ในขณะรายที่กระทำผิดกฎหมายแน่นอนว่าภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกฎหมายอย่างเร่งด่วนต่อไป เพื่อช่วยผ่อนคลายผลกระทบในพื้นที่