thansettakij
thansettakij
แลนด์บริดจ์ภาคใต้ ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าแค่ไหน

แลนด์บริดจ์ภาคใต้ ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าแค่ไหน

ดร.ธนิต โสรัตน์ เปิดมุมมอง โครงการลงทุนแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่าลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยได้อะไร ต้องแลกกับอะไร และคุ้มค่าแค่ไหน กับโปรเจกต์ใหญ่นี้

KEY

POINTS

  • โครงการแลนด์บริดจ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อสร้างเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก คาดว่าจะสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้น
  • มีข้อกังขาด้านความคุ้มค่า โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจไม่ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางจริงเมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกา และมีต้นทุนการขนส่งต่อตู้สูงกว่าจากการขนถ่ายสินค้าข้ามสองท่าเรือ
  • ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์สูง เนื่องจากปริมาณสินค้าระหว่างสองท่าเรืออาจไม่สมดุล และเส้นทางการค้าหลักของไทยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จากเส้นทางนี้ ทำให้สายการเดินเรืออาจไม่เลือกใช้
  • ต้องพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเลทั้งสองฝั่ง รวมถึงต้นทุนการเวนคืนที่ดินและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่รัฐอาจต้องแบกรับความเสี่ยง

6 พฤษภาคม 2569 ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความเกี่ยวกับกรณี โครงการลงทุนแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่าลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ว่า โครงการนี้ผลักดันมาหลายรัฐบาล กลับมาฟื้นคืนชีพพร้อมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เดิมพันภาคใต้จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบสองเท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน 

ทั้งนี้คาดหวังว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุนและสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานจังหวัดชลบุรี มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5 แสนล้านบาท รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเร่งผ่านครม.เพื่อเปิดเฟสแรกปี 2573

หากโครงการเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.5 และภาคใต้เศรษฐกิจอาจขยายตัวร้อยละ 9 -10 จากปัจจุบันร้อยละ 2.0 

ดร.ธนิต กล่าวว่า สถานะของท่าเรือด้วยขนาดและปริมาณสินค้าผ่านท่าตามที่โครงการระบุ จะเป็นครึ่งหนึ่งของท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและขนาดเกือบสองเท่าของท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบัน จะทำให้ท่าเรือระนองเป็นอันดับ 3 ของโลก เป้าหมายจะเป็นทางเลือกของสายการเดินเรือไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา สามารถร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน 

ประเด็นคือ การที่เส้นทางเดินเรือข้ามทวีปจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทย ผู้ที่ตัดสินใจคือผู้ประกอบการหรือเจ้าของสายเดินเรือ (Vessel Owner) ปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับอุปสงค์เชิงปริมาณสินค้าในพื้นที่ต้องมากพอที่จะรองรับเรือขนาดใหญ่ ตั้งแต่เรือประเภท Super Post Panamax บรรทุกสินค้า 10,000 ตู้/TEU เรือเส้นทางยาวข้ามทวีปประเภทนี้สินค้าต้องเต็มลำทั้งเที่ยวเข้าและออก 

คำถามที่ข้องใจคือ ความสมดุลของปริมาณตู้สินค้าของท่าเรือ 2 ฝั่งควรจะสมดุลกัน เพราะเป็นลักษณะสินค้าถ่ายลำ จุดหมายปลายทางไม่ใช่ประเทศไทย ซึ่งท่าเรือแลนด์บริดจ์ทำหน้าที่เป็น “Transshipment Port” โดยท่าเรือชุมพรตามข้อมูลรองรับตู้สินค้าปีละ 13.8 ล้านตู้ ขณะที่ท่าเรือระนองมีพิสัยรองรับสินค้าปีละ 19.4 ล้านตู้ปริมาณต่างกันถึง 5.6 ล้านตู้/TEU ซึ่งจะเป็นปัญหาเรือที่เข้ามาเทียบท่าบรรทุกสินค้าไม่เต็มลำทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้หวังว่าส่วนที่ขาดหายจากท่าเรือชุมพรสามารถใช้อุปสงค์ในประเทศมาทดแทน ปัจจัยที่ต้องเข้าใจคือไทยค้าขายนำเข้า-ส่งออกกับซีกโลกตะวันออกสัดส่วนร้อยละ 73.9 คู่ค้าหลัก เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศในแถบอาเซียนซึ่งอยู่ในกลุ่ม “Intra-Asia” ยกเว้นเมียนมาที่อยู่ฝั่งอันดามัน เรือสินค้าที่เป็นเรือแม่รวมถึงเรือฟีดเดอร์จะไม่ใช้แลนด์บริดจ์ เพราะจะขนส่งผ่านอ่าวไทยสู่ทะเลจีนใต้ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก 

ประเด็นที่กล่าวจะต้องนำมาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดและไม่เกิดของโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ คือสามารถร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกามากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เกิดการประหยัดต่อเวลา (Time Economy) เกี่ยวข้องกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ 

จากข้อมูลของโครงการระบุว่าร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน แต่ข้อเท็จจริงซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาดูงานจับเวลาผ่านช่องแคบมะละกาพบว่าไม่เกิน 2 วัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าการเดินทางในช่องแคบมะละกาโดยนำปัจจัยด้านจราจรและสภาพอากาศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48 ชั่วโมง 

ขณะที่การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์เป็นลักษณะขนถ่ายข้ามลำเรือจากท่าหนึ่งไปอีกท่าและต้องมีการขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ทำให้ใช้เวลาประมาณ 54 ชั่วโมงใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป ทำให้การประหยัดต่อเวลาไม่ใช่จุดแข็งของไทย

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า ข้อด้อยของการขนถ่ายสินค้าแบบสองท่าเรือหรือ “One Port Two Side” ซึ่งโครงการถือเป็นหัวใจสำคัญแต่ในความเห็นกลับเป็นข้อด้อย เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมากล่าวคือค่าใช้จ่ายหน้าท่าที่นำตู้ขึ้น-ลงต้องเสียเพิ่มถึงมากกว่า 1 เท่า

จากการศึกษาโดยเทียบเคียงแหลมฉบังมีค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเรือประมาณ 16.325 ล้านบาทหรือ 502,307 USD/VOY และยังต้องเสียค่าขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ที่เรียกว่า “Landbridge Shift Mode” ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตรด้วยรถบรรทุกและ/หรือรถไฟเป็นค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวประมาณ 730,769 USD/VOY จากการประเมินคร่าวๆ การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์อาจมีต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าใช้ท่าเรือบนช่องแคบมะละกาประมาณตู้ละ 252.3 เหรียญสหรัฐ 

ดร.ธนิต ระบุว่า ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นเป็นการศึกษาส่วนบุคคลความน่าเชื่อถือต้องใช้ดุลยพินิจเป็นเพียงน้ำจิ้มเพื่อให้มีการศึกษาเชิงลึกถึงความคุ้มค่าโครงการ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธานบอร์ดกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่าศึกษาแบบปักธงไว้ก่อน มีเวลา 90 วันควรไปศึกษาเชิงลึกทั้งด้านความคุ้มค่าของโครงการอย่าใช้ข้อมูลทางวิชาการเพียงด้านเดียวหรือบุคคลที่ไม่เข้าใจธุรกิจ 

คณะกรรมการแลนด์บริดจ์เกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐควรเชิญบริษัทเรือรายใหญ่มาสอบถามถึงความคิดเห็นว่าสร้างแล้วเขามาใช้หรือไม่ หากศึกษารอบด้านชั่งน้ำหนักได้อะไร-เสียอะไรและต้องเสี่ยงอะไรหากรับได้โครงการก็เดินหน้า ในความเห็นเชิงพาณิชย์ของโครงการอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าแต่หากจะทำรัฐไม่ควรลงทุนเพราะมีความเสี่ยงหรือลงทุนเป็นหุ้นเล็กๆ พอให้เห็นข้อมูลอินไซด์ 

ประเด็นที่ฝากบอร์ดแลนด์บริดจ์ต้องดูว่าไทยจะต้องลงทุนอะไร เช่น ค่าเวนคืนที่ดินอาจเป็นหลายหมื่นไร่ ค่าทำถนนมอเตอร์เวย์ ค่าระบบราง การทำสัญญาต้องรัดกุม หากไม่สร้างตามเวลาหรือหาเหตุไม่ทำเหมือนโครงการรถไฟ 3 สนามบินหรือทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วทิ้งงาน เหมือนโครงการ “โฮปเวลล์” ในอดีตที่มีแต่ตอม่อทางรถไฟทิ้งไว้ทำอะไรไม่ได้ 

อีกทั้งต้องศึกษาผลกระทบของชุมชนระบบนิเวศทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมชายฝั่งไปถึงแนวปะการัง รวมถึงผลกระทบด้านประมงและการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ประเด็นเหล่านี้ต้องศึกษาให้ดีว่าคุ้มค่าไหมกับสิ่งที่เสียไป