
ศุภาลัยตรึงราคาบ้าน สู้ต้นทุนพุ่ง จับตาต่อหลังสงกรานต์
ศุภาลัยประเมินสงครามและราคาน้ำมันเริ่มกดดันต้นทุนก่อสร้าง โดยเฉพาะพลังงานและขนส่ง แม้ยังตรึงราคาบ้านเดิมประคองกำลังซื้อ แต่จับตาหลังสงกรานต์เสี่ยงปรับราคาตามต้นทุนใหม่
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดจากสงครามและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ผ่านต้นทุนในห่วงโซ่การก่อสร้างที่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงไปยังราคาวัสดุก่อสร้างในภาพรวม
ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นผู้ประกอบการและผู้รับเหมาบางส่วนยังคงช่วยกันแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลายทางทันที แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป มีความเป็นไปได้สูงที่แรงกดดันดังกล่าวจะถูกส่งผ่านมายังราคาที่อยู่อาศัยในที่สุด
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังมีลักษณะเป็นแรงกระทบระยะสั้น และยังสามารถบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง ผ่านการวางแผนจัดซื้อวัสดุในช่วงจังหวะราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดูแลผู้รับเหมาให้มีสภาพคล่อง โดยเน้นการจ่ายเงินตรงเวลา เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
ในด้านกลยุทธ์ บริษัทเลือกใช้แนวทาง “ตรึงราคา” สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างขายและก่อสร้าง โดยเฉพาะยูนิตที่ใกล้แล้วเสร็จหรือสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งยังคงใช้ต้นทุนเดิมทั้งหมด เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยด้านพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
ดร.ประทีป ระบุว่า การตรึงราคาดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษา momentum ของตลาดในระยะสั้น เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การเร่งปรับราคาขายในช่วงนี้อาจยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อที่เปราะบางอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการใหม่หรือยูนิตที่เริ่มก่อสร้างหลังจากนี้ โดยเฉพาะในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม บริษัทจำเป็นต้องติดตามทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างอย่างใกล้ชิด หากต้นทุนยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณาปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนใหม่ เพื่อรักษาสมดุลทางธุรกิจในระยะยาว
ในเชิงอุตสาหกรรม ภาวะต้นทุนที่ผันผวนในรอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างพลังงานและโลจิสติกส์ในระดับสูง และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาที่อยู่อาศัยในช่วงถัดไป
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงต้องบริหารสมดุลระหว่าง “การรักษากำลังซื้อ” และ “การควบคุมต้นทุน” อย่างระมัดระวัง ขณะที่ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับจังหวะตัดสินใจที่สำคัญมากขึ้น ระหว่างการซื้อในราคาต้นทุนเดิม กับความเสี่ยงที่ราคาที่อยู่อาศัยจะทยอยปรับขึ้นตามต้นทุนใหม่ในระยะต่อไป







