
อสังหาฯ พลิกเกมบริการ พรีโมเปิด 7 เทรนด์ใหม่ขับเคลื่อนตลาด
พรีโมชี้บริการอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 เปลี่ยนเกมแข่งขันจากตัวสินค้า สู่ “ประสบการณ์-คอมมูนิตี้-ESG” เปิด 7 เทรนด์ใหม่สะท้อนทิศทางบริหารโครงการยุคดิจิทัลและความยั่งยืน
KEY
POINTS
- ธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจุดแข่งขันจากการมุ่งเน้นที่ “ตัวโครงการ” ไปสู่การสร้าง “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกบ้าน
- พรีโมฯ เผย 7 เทรนด์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนตลาดในปี 2569 โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Data-Driven) การบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Service) และการนำหลัก ESG มาปรับใช้
- บทบาทของผู้บริหารโครงการจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ดูแลระบบไปสู่ “ผู้สร้างคอมมูนิตี้” เพื่อสร้างความสัมพันธ์และสังคมคุณภาพภายในโครงการ
- บริการจะตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การเชื่อมต่อบริการออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และการมีบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Service) อย่างครบวงจร
ภาพรวมธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการแข่งขันด้าน “ตัวโครงการ” ไปสู่การแข่งขันในมิติของ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” และ “คุณภาพชีวิต” ของลูกบ้านมากขึ้น สะท้อนการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกในยุคที่ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนเร็วและมีความหลากหลายสูง
นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เปิดเผยว่า ทิศทางการบริหารอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันไม่สามารถยึดติดกับการพัฒนาโครงการในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องขยับสู่การสร้าง “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” ที่ตอบโจทย์ลูกบ้านในทุกมิติ พร้อมพัฒนาโครงการให้เป็น “คอมมูนิตี้คุณภาพ” ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ควบคู่กับการดำเนินงานตามแนวคิด ESG เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อธุรกิจและผู้บริโภค
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า แนวโน้มการให้บริการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จะถูกขับเคลื่อนผ่าน 7 เทรนด์สำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการบริหารโครงการ
สิ่งแรก คือ “Resident Experience” ที่กลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน ลูกบ้านไม่ได้พิจารณาเพียงคุณภาพอาคารหรือส่วนกลางอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ใช้งานจริง เช่น ความรวดเร็วในการแจ้งซ่อม การตอบสนองแบบเรียลไทม์ รวมถึงกิจกรรมในโครงการที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาให้คอมมูนิตี้
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านแนวคิด Smart Building และ Data-Driven Service ที่ใช้ข้อมูลมาช่วยบริหารจัดการโครงการ ตั้งแต่การติดตามการใช้พลังงาน การซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน ไปจนถึงการจัดการข้อร้องเรียนของลูกบ้าน โดยข้อมูลแบบเรียลไทม์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริการ
อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ESG ที่ขยับจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในงานบริการประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารพลังงาน การคัดแยกขยะ การควบคุมต้นทุนสาธารณูปโภค หรือการตรวจวัดคาร์บอน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับโครงการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ในมิติของบริการ แนวคิด Personalized Service กำลังเข้ามาแทนที่การให้บริการแบบมาตรฐานเดียว โดยผู้ให้บริการต้องออกแบบบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกบ้านแต่ละกลุ่ม เช่น คนทำงานที่บ้าน กลุ่มครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกิดบริการเฉพาะทางมากขึ้น ทั้งด้านสุขภาพ เทคโนโลยีในบ้าน หรือบริการผู้ช่วยส่วนตัว (Concierge)
บทบาทของผู้บริหารโครงการยังเปลี่ยนจาก “ผู้ดูแลระบบ” ไปสู่ “ผู้สร้างคอมมูนิตี้” มากขึ้น ผ่านการออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านสุขภาพ การเรียนรู้ หรือกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งทำให้มูลค่าของโครงการในอนาคตไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “คุณภาพของสังคมในโครงการ” ด้วย
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อบริการระหว่างออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Service) กลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญ ลูกบ้านสามารถใช้แอปพลิเคชันในการจัดการชีวิตในโครงการได้ครบวงจร ตั้งแต่จองพื้นที่ส่วนกลาง ชำระค่าส่วนกลาง ไปจนถึงแจ้งปัญหาและรับข่าวสาร ซึ่งผู้ให้บริการต้องออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกันทั้งในระบบดิจิทัลและการให้บริการหน้างานจริง
อีกเทรนด์ที่เติบโตชัดเจนคือ Pet Service ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์คนเมือง กลุ่มลูกบ้านที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ทำให้โครงการต้องพัฒนาไปไกลกว่าการ “อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์” สู่การมีบริการรองรับอย่างครบวงจร ทั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง บริการดูแล ไปจนถึงความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลสัตว์ หรือบริการฝึกสัตว์เลี้ยง
นางสุพินท์กล่าวว่า การพัฒนาแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผน Transformation Era ของบริษัท ที่มุ่งยกระดับการบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเน้นการผสานเทคโนโลยี ประสบการณ์ และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและสร้างคุณค่าให้กับโครงการในระยะยาว






