
ต้นทุนอสังหาฯ ส่อขยับ LPN จับตาผลกระทบรอบด้านจากสงคราม
LPN ประเมินสถานการณ์สงครามโลกยืดเยื้อสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กระทบกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลต่อทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะถัดไป
KEY
POINTS
- สงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งกระทบต้นทุนค่าขนส่งและวัสดุก่อสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์
- สถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศกระตุ้นให้ชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานมาไทยเพื่อความปลอดภัย (Security Economy) ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
- LPN บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนโดยใช้กลยุทธ์ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า เพื่อควบคุมผลกระทบจากความผันผวนของราคา
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นตัวแปรใหม่ที่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และกำลังส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อทิศทางตลาด
นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เดิมทีแผนธุรกิจไม่ได้รวมปัจจัย “สงคราม” ไว้ แต่เมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ทำให้ต้องปรับมุมมองใหม่ โดยมองว่าสงครามเป็น “ดาบสองคม” ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ในด้านบวก ความไม่แน่นอนของหลายประเทศ ทำให้เกิดกระแส “การย้ายถิ่นฐาน” ของชาวต่างชาติที่มองหาประเทศที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“เราเห็นสัญญาณต่างชาติเข้ามาซื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ของเราที่มีผู้เช่าต่างชาติเต็มทั้งอาคาร สะท้อนว่าความต้องการที่มีเพิ่มขึ้น” นางสาวดารณี กล่าว
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Security Economy” หรือเศรษฐกิจความมั่นคง ซึ่งผู้บริโภคและนักลงทุนจะเลือกย้ายเงินหรือย้ายที่อยู่อาศัยไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า
กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาไม่ได้จำกัดเฉพาะจีน แต่เริ่มขยายไปยังยุโรป และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา ที่มีการติดต่อซื้อแบบเป็นล็อต เนื่องจากสินค้าของบริษัทตอบโจทย์ทั้งด้านราคาและรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง สงครามส่งผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจนผ่าน “ต้นทุน” โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาวัสดุก่อสร้าง
“เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนทุกอย่างก็ขยับตาม ทั้งค่าขนส่งและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” นางสาวดารณี กล่าว
เพื่อลดผลกระทบ บริษัทได้วางแผนบริหารต้นทุนล่วงหน้า โดยใช้กลยุทธ์ “ล็อกราคาวัสดุก่อสร้าง” เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนของราคา
ปัจจุบัน บริษัทสามารถล็อกราคาวัสดุได้แล้วประมาณ 70% ของโครงการที่จะพัฒนาในปีนี้ ขณะที่อีก 30% อยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม แนวทางดังกล่าวช่วยให้โครงการมีความมั่นคงด้านต้นทุน และยังสามารถรักษาระดับราคาขายเดิมได้ในหลายโครงการ แม้ต้นทุนในตลาดจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน สงครามยังส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ผ่านแรงกดดันเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทที่ผันผวน รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทต้องติดตามและบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง
นางสาวดารณี ยังระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง การบริหารต้นทุนและการวางกลยุทธ์ตลาดให้สอดรับกับดีมานด์ใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตของธุรกิจหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป






