
วิกฤตพลังงานโลก ดันอสังหาฯ ปรับบทบาทบริหารอาคารครั้งใหญ่
วิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปลี่ยนโจทย์การบริหารอาคารครั้งใหญ่ ดัน Property Management เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคอสังหาฯ ไทย
ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในวงกว้าง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่แรงกระเพื่อมจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกที่ไม่แน่นอน ได้ส่งผ่านมายังต้นทุนการดำเนินงานของอาคารและที่อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “พลังงาน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการบริหารอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในบริบทของอาคารยุคใหม่ที่พึ่งพาระบบวิศวกรรมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ หรือระบบระบายอากาศ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งใช้พลังงานหลักของอาคาร
ในจังหวะที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการควบคุมต้นทุนในระยะยาว
นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า การใช้พลังงานในอาคารที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลางและพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ซึ่งฝ่ายบริหารอาคารสามารถเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับตารางการใช้งานระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม ขณะเดียวกัน การสื่อสารและสร้างความร่วมมือกับผู้อยู่อาศัยถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดการใช้พลังงานในระยะยาว
บทบาทของ Property Management จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลอาคาร แต่กำลังขยับไปสู่การเป็น “ตัวกลางบริหารพลังงาน” ที่เชื่อมโยงทั้งระบบอาคารและพฤติกรรมผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน
ด้าน นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ชี้ว่า ในกลุ่มอาคารเชิงพาณิชย์และอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีการใช้พลังงานในระดับสูง การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดภาระต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเตรียมความพร้อมด้าน Business Continuity Plan (BCP) เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์พลังงานในอนาคต โดยเฉพาะกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน ซึ่งอาคารจำเป็นต้องมีระบบสำรองและแผนรองรับที่ชัดเจน
การวางแผน BCP ในอาคารครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าสำรอง ลิฟต์ ระบบสื่อสาร ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด
“อาคารในปัจจุบันมีระบบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคาร และทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายภคิน กล่าว
ในภาพรวม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “การบริหารพลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ไม่ต่างจากการพัฒนาโครงการหรือการขาย
ท้ายที่สุด การรับมือกับความผันผวนของพลังงานไม่สามารถพึ่งพาระบบระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยเริ่มต้นจากการบริหารจัดการในระดับอาคาร ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของการใช้พลังงานในเมือง
การยกระดับ Property Management ให้เป็นกลไกสำคัญในการบริหารพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่เป็นการวางรากฐานของความยั่งยืนให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจเมืองในระยะยาว






