thansettakij
thansettakij
จัดรูปที่ดินพลิกที่ตาบอดเป็นทำเลทอง ยกระดับบึงกาฬ รับการเติบโตเมืองชายแดน

จัดรูปที่ดินพลิกที่ตาบอดเป็นทำเลทอง ยกระดับบึงกาฬ รับการเติบโตเมืองชายแดน

03 ก.ค. 69 | 10:57 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 10:58 น.

ยกระดับเมืองบึงกาฬ กรมโยธาฯ ขับเคลื่อนจัดรูปที่ดินตำบลวิศิษฐ์ พื้นที่ชุมชนเมือง พลิกที่ตาบอดเป็นทำเลทอง สอดรับการเติบโตเมืองชายแดนลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • จังหวัดบึงกาฬดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินในตำบลวิศิษฐ์ โดยเปลี่ยนที่ดินตาบอดที่ไม่มีทางเข้าออกให้กลายเป็นแปลงที่ดินมีมาตรฐาน พร้อมถนนและระบบสาธารณูปโภคครบครัน
  • การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นการสร้างทำเลทองแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยวจากโครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 และสนามบินบึงกาฬในอนาคต
  • โครงการนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเจ้าของที่ดิน (ราษฎร์-รัฐ) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินโดยที่รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณในการเวนคืน

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ บริเวณตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าของที่ดิน และประชาชนให้การต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่โครงการฯ

เดินหน้าโครงการพัฒนาเมืองและแลนด์มาร์กการท่องเที่ยว

โดยนายทรงศักดิ์ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด นับตั้งแต่การก่อตั้งจังหวัดก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 โดยมีศักยภาพที่โดดเด่นในฐานะประตูการค้าชายแดนที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้ขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคอย่าง สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์จากประเทศไทยไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม ควบคู่ไปกับแผนการศึกษาจัดสร้าง สนามบินบึงกาฬ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าและการเดินทางท่องเที่ยวที่จะเติบโตอย่างมหาศาลในอนาคต

​นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้าโครงการพัฒนาเมืองและแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบึงกาฬควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยหนึ่งในความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือ “โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ” ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือในรูปแบบ “ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ” อย่างแท้จริง

 

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชนในการปรับปรุงพื้นที่ จากเดิมที่เป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางเข้าออก ให้กลายเป็นแปลงที่ดินที่มีรูปทรงได้มาตรฐาน มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ครบครัน และมีถนนเข้าถึงที่ดินทุกแปลง ส่งผลให้ประชาชนสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและการพาณิชยกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬอย่างยั่งยืน

"ผมขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ บริเวณตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นวันที่พวกเราทุกคนดีใจและภาคภูมิใจที่ “พี่น้องชาวบึงกาฬ” ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ดำเนินการพัฒนาที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาบ้านเมือง จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี"

จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นเครื่องมือสำคัญ

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินตาบอดและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง แม้ประชาชนจะร่วมกันสละที่ดินบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้างถนนและรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งในด้านมูลค่าทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ เนื่องจากที่ดินถือเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั้งเจ้าของที่ดิน ชุมชน และภาครัฐ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

จัดรูปที่ดินแล้ว 54 จังหวัด 73 โครงการพัฒนาที่ดินมากกว่า 6,000 แปลง 18,000 ไร่

นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กรมโยธาธิการและผังเมืองขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันดำเนินโครงการฯ ไปแล้ว 54 จังหวัด  73 โครงการ  เสริมศักยภาพการพัฒนาที่ดินไปแล้วมากกว่า 6,000 แปลง ในพื้นที่ 18,000 ไร่ สร้างถนนเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมได้มากถึง 220 กิโลเมตร ครอบคลุมถนนตามผังเมืองรวม 90 สายทาง ใน 60 ผังเมืองรวม

ทำให้ทางภาครัฐประหยัดงบประมาณเวนคืนกว่า 2,000 ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดมูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาเมือง ที่เน้นการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพัฒนาที่ดินด้วยการ "ปัน" เพื่อ "เปลี่ยน" ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ในคราวเดียวทั้งบริเวณ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตรงตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับผังเมืองรวม พร้อมเปิดพื้นที่ตาบอดให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียมและปลอดภัย

สำหรับโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ บริเวณตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดำเนินการโดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับเทศบาลเมืองบึงกาฬ มีพื้นที่โครงการประมาณ 40 ไร่ เดิมมีแปลงที่ดิน 9 แปลง เจ้าของที่ดิน 7 ราย หลังดำเนินโครงการฯ สามารถจัดรูปใหม่และออกโฉนดรวม 13 แปลง พร้อมก่อสร้างถนนมาตรฐานรวมความยาว 640 เมตร

ประกอบด้วยถนนสายหลักตามผังเมือง (สาย ก4) เขตทางกว้าง 12 เมตร ความยาว 530 เมตร และถนนสายรองอีก 2 สาย รวมความยาว 110 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำ ไฟฟ้า และประปาครบถ้วน ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินตาบอด ปัญหาน้ำท่วมขัง และเพิ่มพื้นที่สาธารณประโยชน์กว่า 3 ไร่ โดยภาครัฐไม่ต้องใช้งบประมาณเวนคืนที่ดิน

โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ พลิกที่ดินตาบอดเป็นทำเลทอง

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวเสริม ในนามของพี่น้องประชาชนชาวบึงกาฬ รู้สึกยินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำเร็จของโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดเส้นทางใหม่ในโครงการจัดรูปที่ดินฯ ไม่เพียงแต่ช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมภายในเข้ากับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองเท่านั้น

แต่พื้นที่แห่งนี้ยังนับเป็นทำเลทองที่มีองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) และสนามบินบึงกาฬในอนาคต

ซึ่งจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในอนาคต ยกระดับให้ตำบลวิศิษฐ์กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาเมืองที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนลุ่มน้ำโขงได้อย่างลงตัว