
‘รับสร้างบ้าน’ จับตาศึกโลก ฉุดความเชื่อมั่น หวั่นต้นทุนเพิ่ม 15%
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งแรงกระเพื่อมถึงธุรกิจรับสร้างบ้านไทย สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเตือนต้นทุนวัสดุ-พลังงานเสี่ยงพุ่ง กดดันราคาบ้านในระยะต่อไป
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อาจทำให้ชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านเพื่อรอดูสถานการณ์
- ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากสงคราม ส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลัก เช่น เหล็กและปูนซีเมนต์ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
- ผู้ประกอบการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนการก่อสร้างโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% และอาจส่งผลให้ราคาบ้านต้องปรับขึ้นตาม
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายวง สร้างความผันผวนต่อตลาดพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค แต่ยังเริ่มส่งแรงสะเทือนมาถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้านที่พึ่งพาต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานอย่างใกล้ชิด
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า สงครามย่อมมีผลต่อธุรกิจรับสร้างบ้านไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในมิติของความเชื่อมั่นผู้บริโภค หากสถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง ผู้บริโภคอาจชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านในระยะสั้นเพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งคลี่คลายได้รวดเร็ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจจำกัด แต่ยังต้องติดตามบทบาทของภาครัฐว่าจะมีมาตรการกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงแนวทางรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
ในมุมระยะยาว ประเด็นที่น่ากังวลคือแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง ซึ่งสุดท้ายจะสะท้อนผ่านราคาบ้าน ทั้งต้นทุนวัสดุ ค่าแรง และค่าขนส่ง วัสดุที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงวัสดุที่ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันในกระบวนการผลิต มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามราคาพลังงานโลก ขณะที่งานโครงสร้างหลักของบ้านยังคงพึ่งพาปูนและเหล็กเป็นสำคัญ โดยบางส่วนต้องนำเข้า ทำให้ยังประเมินผลกระทบที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ตั้งความหวังให้สถานการณ์ต่างๆ สงบโดยเร็วที่สุด
นายอนันต์กรประเมินเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ วัสดุโครงสร้างหลักอย่างปูนและเหล็กอาจปรับขึ้นได้ราว 30% จากแรงกดดันด้านพลังงานและต้นทุนการนำเข้า ซึ่งหากส่งผ่านมายังต้นทุนรวม อาจทำให้ต้นทุนก่อสร้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 15% และมีความเป็นไปได้ที่ราคาบ้านจะต้องขยับขึ้นราว 10% เพื่อรักษาสมดุลทางธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของค่าแรงและต้นทุนน้ำมันที่กระทบการขนส่ง
ด้านนายปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ให้มุมมองว่า ภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีผลโดยตรงต่อราคาทองคำและโลหะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม คาดว่าในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป ราคาน้ำมันและทองคำที่ปรับตัวสูงจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน และช่วงปลายปีมีโอกาสเห็นราคาก่อสร้างปรับขึ้นในกรอบ 5-15%
อย่างไรก็ตาม ในมุมบวก นายปริญญามองว่าเอเชียยังมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตและซัพพลายสำคัญของโลก เนื่องจากไม่ได้เป็นพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง จึงอาจได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้นในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และต้นทุนพลังงาน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาบ้านและกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่คลี่คลาย






