
กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย
กูรูอสังหาฯ สุนทร สถาพร มองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ดันพลังงานราคาสูง ต้นทุนการผลิต-ค่าขนส่ง พุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ชี้สัญญาณฟื้นเศรษฐกิจกำลังจะมาดี พอมีการปะทุของสงครามตะวันออกกลางอาจไม่เป็นไปตามที่คาดด้านตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยจริง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านมีความเสี่ยงหลักที่จะส่งผลกระทบผ่านราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัว
- เศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และอาจทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว
- สถานการณ์ดังกล่าวอาจกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
- ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นทิศทางขาขึ้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ซื้อลดลง และผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ
ผลกระทบความตึงเครียดอิสราเอล / สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจโลก ไทย และภาค อสังหาริมทรัพย์ ที่ยกระดับล่าสุด มีการสังหารผู้นำ และระดับผู้นำกองทัพอิหร่านแล้วนั้น ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าในประเทศอิหร่านซึ่งแบ่งเป็น2ฝ่ายจะลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ความเสี่ยงส่งผลกระทบผ่าน “ราคาพลังงาน” คือเรื่องหลัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวสูง หรือปรับขึ้น ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน
1) ผลต่อเศรษฐกิจโลก
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและการลงทุนชะลอ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง หากสงครามยืดเยื้อ
2) ผลต่อเศรษฐกิจไทย
ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อในประเทศและดุลการค้า อีกทั้งแรงซื้อดอลลาร์เพื่อชำระค่าน้ำมันอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า หากเงินเฟ้อเร่งและบาทผันผวน จะเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายการเงินและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอ
3) ธปท. เพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1% เมื่อวันที่25กพ‘69 ที่ผ่านมา สัญญาณฟื้นเศรษฐกิจกำลังจะมาดีพอมีการปะทุของสงคราม ตะวันออกกลางครั้งนี้ หากส่งผลให้เงินเฟ้อไทยขยับเกินกรอบเป้าหมายและทรงตัวสูง ค่าเงินบาทจะมีแรงกดดันอ่อนค่า เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำแต่ไม่ถึงถดถอย
แนวโน้มการตัดสินใจ กนง ครั้งต่อไป มีโอกาสชะลอการลดดอกเบี้ย และอาจปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (เช่น 0.25%) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ และพยุงเสถียรภาพค่าเงิน แม้จะตระหนักถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ ธปท คงต้องรักษาสมดุลระหว่างเงินเฟ้อกับการเติบโต
4) ผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรร
หากดอกเบี้ย เปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น และสูงนาน ความสามารถผ่อนชำระ (DSR) ของผู้ซื้อบ้านกลุ่มกลาง–ล่างจะตึงตัว ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่
อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) เป็นฐานสำคัญ และซัพพลายใหม่ไม่ได้ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง แต่การฟื้นตัวอาจช้ากว่าที่คาด






