thansettakij
กูรู ฟันธง GDP 69 แนวโน้ม 2% ยังโตต่ำ ตลาดอสังหาฯต้องการ 3.5 –5% ดันฟื้นตัว

กูรู ฟันธง GDP 69 แนวโน้ม 2% ยังโตต่ำ ตลาดอสังหาฯต้องการ 3.5 –5% ดันฟื้นตัว

19 ก.พ. 2569 | 07:04 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.พ. 2569 | 08:58 น.

กูรู สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ฟันธง GDP 2569 แนวโน้ม 2% แค่ประคองตัว ถือยังโตต่ำ ตลาดอสังหาฯต้องการ 3.5 –5% ดันฟื้นตัว

KEY

POINTS

  • สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็น 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังเป็นการเติบโตในระดับต่ำ
  • ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องการการเติบโตของ GDP ในระดับ 3.5-5% จึงจะสามารถขับเคลื่อนให้ตลาดฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
  • การเติบโตที่ระดับ 2% ถูกมองว่าเป็นเพียง "การประคองตัว" ไม่ใช่ "การฟื้นตัว" เนื่องจากปัจจัยลบอย่างหนี้ครัวเรือนสูงและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด

 

ตัวเลขสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์คาดการณ์รอบเก่าที่ประมาณ 1.2–2.2% หรือมีบางสำนักประเมินไว้ราว 1.6–1.7% (เช่น World Bank ประเมินไว้ ~1.6%) ล่าสุด 16-17กพ69

สภาพัฒน์ปรับกรอบตัวเลขขึ้นมาเป็น 1.5–2.5% (ค่ากลางประมาณ 2.0%) ซึ่งถือว่า “เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม” โดยเฉพาะที่ค่าล่างไม่ต่ำเท่ากรอบก่อนหน้า และค่ากลางสูงขึ้นเล็กน้อยด้วย

 

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้ ค่ากลาง GDP ขยับจาก ~1.6% → ~2.0% ดูเหมือน “ดีขึ้น” แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ถือว่า ยังอยู่ในโหมดชะลอ Slow growth mode ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ

1) ระดับ 2% ยังถือว่า “ต่ำ” สำหรับภาคอสังหาฯโดยธรรมชาติแล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้ดีเมื่อ

  • GDP โตระดับ 3.5–5%
  • รายได้ครัวเรือนขยายตัวชัด
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคแข็งแรง

นายสุนทรประเมินว่า GDPที่ระดับ 2% ถือว่าเป็น “การประคองตัว” มากกว่า “การฟื้นตัว”

ขณะที่อสังหาฯ เป็นสินค้าราคาสูง และพึ่งพา ความมั่นใจในอนาคต มากกว่าสินค้าทั่วไปและต้องดูว่าโครงสร้างการเติบโตครั้งนี้ อาจยังไม่ได้กระจายถึงกำลังซื้อบ้านคือแม้ GDP จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องดูว่าโตจากอะไร เช่น

  • การส่งออก
  • การท่องเที่ยว
  • ภาครัฐลงทุน

ถ้าไม่ได้โตจาก รายได้ครัวเรือนระดับกลาง–ล่าง โดยตรงกำลังซื้อบ้านจริงอาจไม่ได้ดีขึ้นตาม GDP มากนัก ทั้งนี้ต้องจับตาดูภาระหนี้ครัวเรือนประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูงเมื่อเทียบกับ GDPแม้เศรษฐกิจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตามข้อเท็จจริง

-Debt service ratio ยังสูง

-ธนาคารยังเข้มงวด

-อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection rate) ยังสูง

ดังนั้น “ยอดโอนจริง” อาจยังไม่ฟื้นตัวในขณะที่ต้นทุนผู้ประกอบการยังสูง

-ต้นทุนที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง

-ค่าแรงและวัสดุก่อสร้างยังสูง

-การแข่งขันด้านโปรโมชั่นรุนแรง

กำไรผู้ประกอบการจึงยังถูกกดดัน แม้เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้นเล็กน้อย

สรุป ตัวเลข 2.0% เป็นเพียง ค่ากลางเพราะกรอบคาดการณ์ยังอยู่ที่ 1.5–2.5%แปลว่า Downside risk ยังมีอยู่พอสมควรผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังตัว

การขยับจาก 1.6% → 2.0% คือ สัญญาณเชิงบวกแต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนวัฏจักร ภาพรวมจึงยังเรียกว่า“ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่า “ฟื้นตัว”ดังนั้นตลาดยังเป็นกลุ่ม real demand มากกว่า speculater และผู้ประกอบการรายเล็กจะถูกกดดันต่อเนื่อง