

KEY
POINTS
ตัวเลขสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์คาดการณ์รอบเก่าที่ประมาณ 1.2–2.2% หรือมีบางสำนักประเมินไว้ราว 1.6–1.7% (เช่น World Bank ประเมินไว้ ~1.6%) ล่าสุด 16-17กพ69
สภาพัฒน์ปรับกรอบตัวเลขขึ้นมาเป็น 1.5–2.5% (ค่ากลางประมาณ 2.0%) ซึ่งถือว่า “เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม” โดยเฉพาะที่ค่าล่างไม่ต่ำเท่ากรอบก่อนหน้า และค่ากลางสูงขึ้นเล็กน้อยด้วย
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้ ค่ากลาง GDP ขยับจาก ~1.6% → ~2.0% ดูเหมือน “ดีขึ้น” แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ถือว่า ยังอยู่ในโหมดชะลอ Slow growth mode ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ
1) ระดับ 2% ยังถือว่า “ต่ำ” สำหรับภาคอสังหาฯโดยธรรมชาติแล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้ดีเมื่อ
นายสุนทรประเมินว่า GDPที่ระดับ 2% ถือว่าเป็น “การประคองตัว” มากกว่า “การฟื้นตัว”
ขณะที่อสังหาฯ เป็นสินค้าราคาสูง และพึ่งพา ความมั่นใจในอนาคต มากกว่าสินค้าทั่วไปและต้องดูว่าโครงสร้างการเติบโตครั้งนี้ อาจยังไม่ได้กระจายถึงกำลังซื้อบ้านคือแม้ GDP จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องดูว่าโตจากอะไร เช่น
ถ้าไม่ได้โตจาก รายได้ครัวเรือนระดับกลาง–ล่าง โดยตรงกำลังซื้อบ้านจริงอาจไม่ได้ดีขึ้นตาม GDP มากนัก ทั้งนี้ต้องจับตาดูภาระหนี้ครัวเรือนประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูงเมื่อเทียบกับ GDPแม้เศรษฐกิจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตามข้อเท็จจริง
-Debt service ratio ยังสูง
-ธนาคารยังเข้มงวด
-อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection rate) ยังสูง
ดังนั้น “ยอดโอนจริง” อาจยังไม่ฟื้นตัวในขณะที่ต้นทุนผู้ประกอบการยังสูง
-ต้นทุนที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง
-ค่าแรงและวัสดุก่อสร้างยังสูง
-การแข่งขันด้านโปรโมชั่นรุนแรง
กำไรผู้ประกอบการจึงยังถูกกดดัน แม้เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้นเล็กน้อย
สรุป ตัวเลข 2.0% เป็นเพียง ค่ากลางเพราะกรอบคาดการณ์ยังอยู่ที่ 1.5–2.5%แปลว่า Downside risk ยังมีอยู่พอสมควรผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังตัว
การขยับจาก 1.6% → 2.0% คือ สัญญาณเชิงบวกแต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนวัฏจักร ภาพรวมจึงยังเรียกว่า“ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่า “ฟื้นตัว”ดังนั้นตลาดยังเป็นกลุ่ม real demand มากกว่า speculater และผู้ประกอบการรายเล็กจะถูกกดดันต่อเนื่อง