

KEY
POINTS
ท่ามกลางโจทย์เมืองใหญ่ที่ขยายตัวรวดเร็ว “ขยะ” กลายเป็นต้นทุนเงียบที่กรุงเทพมหานครต้องแบกรับปีละไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับงบด้านการศึกษาและสาธารณสุขรวมกัน สะท้อนภาระทางการคลังที่สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
ในการสัมนาที่จัดขึ้นโดยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรในหัวข้อ Sustainable Development in Action นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืน ระบุว่า กรุงเทพฯ มีปริมาณขยะวันละประมาณ 9,000-10,000 ตัน โดยครึ่งหนึ่งเป็น “เศษอาหาร” ซึ่งเมื่อปะปนกับขยะประเภทอื่น จะทำให้สูญเสียโอกาสรีไซเคิลและเพิ่มต้นทุนกำจัดอย่างมาก ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2,300 บาทต่อตัน ครอบคลุมค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าจ้างเอกชนกำจัด
ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะที่ กทม.จัดเก็บได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท เทียบกับรายจ่าย 7,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเมืองต้องอุดหนุนมากกว่า 90% ภายใต้โครงสร้างค่าธรรมเนียมเดิมที่ไม่สร้างแรงจูงใจให้ลดปริมาณขยะ
จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่ “ต้นทาง” และหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญคือ “หมู่บ้านจัดสรร” ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รอบนอก เช่น คลองสามวา หนองจอก และเขตขยายเมืองอื่น ๆ กทม.จึงผลักดันโครงการ “ไม่เทรวม” โดยใช้กลไกเศรษฐศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อน
ปัจจุบัน กทม.ได้เริ่มโครงการจากแหล่งกำเนิดขยะขนาดใหญ่ เช่น ห้าง โรงแรม และโรงเรียน มีเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 7,000 แห่ง สามารถลดปริมาณขยะได้ราว 10% หรือประหยัดงบประมาณได้วันละกว่า 2 ล้านบาท ขยะเศษอาหารราว 600 ตันต่อวันถูกนำไปทำปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือก๊าซชีวภาพ
และมีเป้าหมายถัดไปคือการขยายแนวคิดเดียวกันสู่หมู่บ้านจัดสรร ซึ่งมีศักยภาพสูงในการแยกเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป หากทำได้จริง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันสัดส่วนฝังกลบลดลงจากเกือบ 100% เหลือราว 50% และตั้งเป้าลดลงเหลือ 25% ภายในสิ้นปี ผ่านการเพิ่มกำลังเตาเผาและโรงไฟฟ้าขยะที่อ่อนนุชและหนองแขม
โดยหัวใจสำคัญคือ บ้านพักอาศัยที่คัดแยกขยะตามหลักเกณฑ์ จะชำระค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาทต่อเดือน แต่หากไม่แยก จะเสีย 60 บาทต่อเดือน ส่วนภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะคิดตามปริมาณจริงในลักษณะ “จ่ายตามที่ทิ้ง” (Pay as you throw) ซึ่งอาจสูงถึง 8,000 บาทต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตร
โมเดลนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเชิงบังคับ หากแต่เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนเห็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่มีนิติบุคคลบริหารส่วนกลาง หากลงทะเบียนแบบกลุ่มและแยกครบทั้งโครงการ จะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาทต่อหลังต่อเดือน ตัวอย่างหมู่บ้าน 100 หลัง จะจ่าย 2,000 บาทต่อเดือน หรือ 24,000 บาทต่อปี เทียบกับกรณีไม่เข้าร่วมที่อาจต้องจ่ายสูงถึง 72,000 บาทต่อปี
ความต่างของตัวเลขค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงสะท้อนว่า “การจัดการขยะที่ดี” ไม่ได้เป็นเพียงวาระสิ่งแวดล้อม แต่คือการบริหารต้นทุนส่วนกลางของหมู่บ้านที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยตรง
ในส่วนของแนวทางปฏิบัติ หมู่บ้านสามารถเลือกลงทะเบียนผ่านระบบ BKK Waste Pay ทั้งแบบรายเดี่ยวหรือแบบกลุ่ม โดยนิติบุคคลต้องแสดงหลักฐานการคัดแยก จุดพักรวม และรายการบ้านที่เข้าร่วม หากผ่านเกณฑ์จะได้รับถังขยะเศษอาหารและสติกเกอร์ยืนยันสิทธิ
นายพรพรหมยังได้กล่าวถึงโมเดลตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมา คือหมู่บ้านย่านทวีวัฒนา ซึ่งยกเลิกการเก็บขยะหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นจุดทิ้งรวม 3 จุด และส่งเสริมการใช้ถังหมักเศษอาหาร “Green Cone” ภายในบ้าน ผลลัพธ์คือถนนสะอาด ลดกลิ่น ลดภาระรถเก็บขยะ และสร้างปุ๋ยใช้ภายในโครงการเอง
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยมีการสะท้อนว่าช่องว่าง 20 บาทกับ 60 บาทอาจยังไม่จูงใจเพียงพอ กทม.จึงเตรียมสนับสนุนถุงขยะสีเขียวสำหรับใส่เศษอาหารในช่วงเริ่มต้นเพื่อสร้างพฤติกรรม ขณะเดียวกันการดำเนินโรงไฟฟ้าขยะจะมีระบบตรวจวัดมลพิษแบบเรียลไทม์เพื่อลดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
เมื่อดูภาพรวมแล้ว ทำให้ในปัจจุบัน “หมู่บ้านจัดสรร” จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นหน่วยย่อยของเมืองที่สามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการแยกเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง เมืองจะลดภาระงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท ลดการฝังกลบ ลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างวินัยสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน
จิ๊กซอว์ชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่หากหลายหมู่บ้านสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทาง อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับส่วนรวม และหากความร่วมมือระหว่าง กทม. กับสมาคมบ้านจัดสรรเดินหน้าได้จริง โครงการ “ไม่เทรวม” อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการบริหารเมือง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในระยะยาว