

KEY
POINTS
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งผ่านปีแห่งการหดตัวกว่า 17% “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” เลือกวางหมากธุรกิจด้วยท่าที “ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท” ประกาศเดินหน้าปี 2569 ภายใต้แนวคิดการอยู่รอดเชิงแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม พร้อมส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ หรือ S-Curve เพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศ
นายไชยยันต์ ชาติกรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวในกรอบจำกัด ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่บั่นทอนกำลังซื้อ และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
อสังหาริมทรัพย์ในฐานะอุปสงค์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับหลายธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ จึงไม่อาจเติบโตสวนกระแสได้ หากจีดีพีขยายตัวต่ำ ตลาดที่อยู่อาศัยย่อมฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกเริ่มปรากฏจากการชะลอเปิดโครงการใหม่ของหลายผู้ประกอบการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยง Oversupply ลดลง และการแข่งขันจะเหลือผู้เล่นที่มีวินัยทางการเงินและบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ
นายชูรัชฏ์ ชาติกรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดเผยว่าบริษัทได้วางกรอบยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG การยกระดับการตลาดสู่ Lifestyle & Experience Marketing ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและข้อมูลลูกค้า และการปรับองค์กรสู่ Agile Organization เพื่อเพิ่มความคล่องตัวรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ
โดยจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 5 กลยุทธ์เชิงปฏิบัติที่ เพื่อสร้าง “ความอยู่รอดเชิงแข่งขัน” และปูทางสู่การเติบโตระยะยาว ดังนี้
"ในขณะนี้กระสุนมีจำกัด ต้องยิงให้แม่น ลลิลก็ต้องยิงให้แม่น ออกสินค้าให้ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ และต้องอยู่ในตะกร้าของผู้รอดชีวิตให้ได้" นายไชยยันต์กล่าวเสริม
ทั้งนี้ ลลิลวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4-6 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,500-5,000 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นโครงการแนวราบ โดยเน้นทดแทนโครงการเดิมที่ปิดการขายแล้ว พร้อมขยายไปยังจังหวัดยุทธศาสตร์ ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลในทำเลที่มีโครงการสิ้นสุด จังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพรับเม็ดเงินใหม่ และจังหวัดที่มีการลงทุนอุตสาหกรรมและเม็ดเงินภาครัฐไหลเข้า
บริษัทระบุว่าการวางแผนที่ดิน (Land Bank) และสภาพคล่องทางการเงินถูกเตรียมรองรับล่วงหน้า ไม่มีประเด็นด้านหุ้นกู้หรือสภาพคล่อง พร้อมบริหารสินค้าคงเหลือให้อยู่ระดับเหมาะสม โดยคุมบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนไว้ราว 200-300 ยูนิต เพื่อสอดรับจังหวะตลาด
เป้าหมายยอดขายปีนี้ตั้งไว้ที่ 4,200 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเติบโตรายได้ 3-5% หากปัจจัยการเมืองเอื้ออำนวย ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 750 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงครึ่งปีแรก
จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่เสถียรภาพการเมืองและความสามารถในการดึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เข้าประเทศ ผ่านกลไก BOI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่ EEC รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
แนวคิดการสร้าง S-Curve ใหม่ เช่น การพัฒนาเมกะโปรเจกต์ด้านท่องเที่ยวหรือการเสริมบทบาทไทยในฐานะ Medical Hub ถูกมองว่าอาจเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ หากดำเนินการได้จริง จะช่วยกระตุ้นการจ้างงาน รายได้ และท้ายที่สุดส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ นายไชยยันต์ ยังประเมินสถานการณ์การเมืองในเชิงบวก ระบุว่าไม่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้า เนื่องจากกรอบเวลาการประกาศผลและการจับขั้วทางการเมืองมีความชัดเจน พร้อมมองว่าหากได้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและเสถียรภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
อย่างไรก็ดี บริษัทได้เตรียมแผนตั้งรับความผันผวนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีก่อน ทั้งด้านการเงิน สภาพคล่อง และการบริหารโครงการ เพื่อดูแลผู้ถือหุ้น พนักงาน และคู่ค้าอย่างรอบด้าน ทำให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่องแม้ภาวะแวดล้อมยังมีความไม่แน่นอน
ถึงแม้จะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่กำลังจะหมดอายุในกลางปี ก็คาดว่ามีโอกาสได้รับการต่ออายุ เนื่องจากรัฐมองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญ สร้างมูลค่าตลาดรวมปีละหลายแสนล้านบาท และเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมกว้างขวาง
รวมถึงเน้นย้ำจุดยืนว่า การเมืองที่นิ่งและนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนได้แม่นยำขึ้น บริษัทในฐานะองค์กรจดทะเบียนต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้น พนักงาน สถาบันการเงิน และพันธมิตรทุกฝ่าย จึงเตรียมแผนการเงินและแผนธุรกิจรองรับความผันผวนไว้ล่วงหน้า