
TerraBKK เปิดเทรนด์ Wellness Living ตัวแปรใหม่ตลาดอสังหาฯ ไทย
Terra Research เผยคนไทย 93% ใส่ใจสุขภาพ ดัน “Wellness Living” ปัจจัยใหม่ในการเลือกซื้อบ้าน ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องเร่งปรับเกมรับผู้บริโภคยุคใหม่ และตลาด Red Ocean
KEY
POINTS
- เทรนด์ Wellness Living กลายเป็นตัวแปรใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยผลสำรวจชี้ว่าคนไทย 93% ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และ 90% สนใจโครงการที่อยู่อาศัยที่มีแนวคิดด้านนี้
- ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับบ้านที่ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว โดยมี "พื้นที่สีเขียว" และ "อากาศบริสุทธิ์" เป็นองค์ประกอบที่ต้องการมากที่สุด
- แนวคิด Wellness ได้ขยายความหมายครอบคลุมถึงสุขภาพจิต (Mental Health) และการมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย
เทรนด์ “เวลเนส” กำลังกลายมาเป็นแนวคิดใหม่ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง กำลังซื้อฟื้นตัวช้า และพฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นี่คือหนึ่งในสารสำคัญจากเวทีสัมมนาใหญ่ “PROPERTY HACK 2026 : Survival Ocean” ภายใต้แนวคิด Turn the Tide. Change the Game ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เพื่อถอดบทเรียนและมองหา “ทางรอด” ใหม่ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในยุคการแข่งขันเดือด
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วในยุค AI รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด Red Ocean ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะ “การอยู่รอด” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของธุรกิจในปัจจุบัน
โดยภายในงานได้เปิดเผยผลวิจัย “เจาะลึกแนวคิดการใช้ชีวิตและสุขภาพของคนไทย” โดย Terra Research ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 400 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2569 เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และมุมมองต่อ Wellness และ Longevity
คนไทย 93% ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ชูปัจจัยเลือกซื้อบ้าน
สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ผลสำรวจสะท้อนชัดว่าคนไทยกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพในมิติที่ลึกกว่าเดิม โดย 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า “ใส่ใจสุขภาพ” และยิ่งอายุมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น
ในด้านค่าใช้จ่าย พบว่าคนไทย 43% ใช้เงินดูแลสุขภาพเฉลี่ย 1,000-3,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุมตั้งแต่ค่าสมาชิกฟิตเนส อาหารสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมด้าน Wellness ต่างๆ ขณะที่อีกส่วนเริ่มลงทุนกับอุปกรณ์ Health Tracking และบริการ Preventive Wellness มากขึ้น
ผลวิจัยยังพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย 64% หันมารับประทานอาหารสุขภาพมากขึ้น 50% ให้ความสำคัญกับคุณภาพการนอน และอีก 50% ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพิ่มขึ้น ขณะที่ 41% เริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งมากขึ้นเช่นกัน
ในทางกลับกัน พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพกลับลดลงต่อเนื่อง ทั้งการสังสรรค์นอกบ้าน การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่กำลังเคลื่อนจาก “Party Lifestyle” ไปสู่ “Healthy Lifestyle” มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนจากปาร์ตี้แอลกอฮอล์เป็น “Coffee Party” และเลือกทำอาหารรับประทานเองภายในบ้านเพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือมุมมองเรื่อง Longevity ที่เปลี่ยนไป โดยผู้บริโภคไทยไม่ได้ตีความว่าเป็นเพียงการมีอายุยืน แต่คือ “การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว” ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จากผลสำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถาม 58% มองว่า “สุขภาพจิตและอารมณ์” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการมีชีวิตยืนยาว รองลงมาคือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 47% การนอนหลับที่มีคุณภาพ 43% โภชนาการที่ดี 42% และสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 37%
สุมิตรา ระบุว่า ผู้บริโภคไทยเริ่มเข้าใจว่า Wellness ไม่ใช่เรื่องของหุ่นดีเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทำให้ Mental Health และ Well-being กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตยุคใหม่
“วันนี้การออกกำลังกายไม่ได้มีเป้าหมายแค่เรื่องรูปร่าง แต่เป็นเรื่องของสุขภาพจิต การลดความเครียด และการสร้างสมดุลชีวิต ผู้บริโภคเริ่มมองหาความสุขระยะยาวมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก” คุณสุมิตรากล่าว
ผลวิจัยยังชี้ว่า แนวคิด Wellness Living กำลังกลายเป็นปัจจัยใหม่ในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น หากโครงการมีแนวคิดด้าน Wellness Living อย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาบ้านใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังมองหา “บ้านที่ทำให้สุขภาพดีและปลอดภัย” โดย 29% ระบุว่าต้องการบ้านที่ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว ขณะที่ 23% ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความอุ่นใจ
สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในบ้านยุคใหม่ คือ “พื้นที่สีเขียว” ซึ่งครองอันดับ 1 ในทุกเซกเมนต์ ตามมาด้วยคุณภาพอากาศหรือ Fresh Air จน Terra ระบุว่า “Fresh Air is the New Wellness” กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของตลาดที่อยู่อาศัย
โดยแต่ละประเภทที่อยู่อาศัยมีความต้องการแตกต่างกัน บ้านเดี่ยวเน้นอากาศบริสุทธิ์และระบบกรองอากาศ ทาวน์โฮมต้องการพื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสภาพจิตใจ ส่วนคอนโดมิเนียมต้องการ Fitness Center และ Wellness Center ที่ครบวงจรมากขึ้น
ผู้พัฒนาอสังหาฯปรับตัว เข้าใจ Behavioral Segment
นอกจากนี้ Terra ยังสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกของตลาดผ่านการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามพฤติกรรมและแนวคิดด้านสุขภาพ แทนการแบ่งด้วยระดับราคาเพียงอย่างเดียว โดยพบว่าผู้บริโภคยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งกลุ่ม Preventionist ที่เน้นป้องกันสุขภาพ กลุ่ม Harmonizer ที่ต้องการสมดุลชีวิต รวมถึงกลุ่ม Longevity Mindset ที่พร้อมลงทุนกับคุณภาพชีวิตระยะยาว
“วันนี้ผู้พัฒนาอสังหาฯ อาจต้องเลิกมองแค่ระดับราคาบ้าน แต่ต้องเข้าใจ Behavioral Segment ของลูกค้า เพราะ Wellness และ Well-being กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักของการเลือกที่อยู่อาศัย” สุมิตรากล่าว
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังเปราะบาง โดยเฉพาะกำลังซื้อสินค้าราคาสูงอย่างบ้านและรถยนต์ แต่ผลสำรวจกลับพบว่า Wellbeing Index ของคนไทยในปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงถึง 73.7 ตามเกณฑ์ WHO สะท้อนว่าสุขภาวะทางใจของคนไทยยังแข็งแรง และคนที่มี Well-being สูงยังคงมองว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะในการซื้ออสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์แข่งขันรุนแรงและผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงขึ้น เมรนด์ Wellness กำลังเปลี่ยนจากฟังก์ชันเสริม กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของการเพิ่มมูลค่าในการพัฒนาโครงการ และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการสร้างความแตกต่างในตลาดอสังหาฯ ไทยยุคใหม่







