
ปิดฉากประชุม World Economic Forum 2024 ไทยกลับสู่เรดาห์โลก
ปิดฉากลงไปแล้วอย่างสวยงามกับการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2567 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กับการเข้าร่วมของนายกรัฐมนตรีที่ทุบทุกสถิติการเยือนที่ผ่านมา
ด้วยกำหนดการ 22 นัดหมาย กับเวลาทำงานไม่ถึงวันครึ่ง ซึ่งไม่นับรวมการพูดคุยสนทนาที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าอีกมากมายในห้วงการประชุม เพียงเท่านี้ก็คงบ่งบอกได้ชัดเจนถึงคุณค่าของเวที WEF ที่นำพาผู้นำและ ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดของโลกมารวมตัวกันอยู่ในเมืองเล็ก ๆ บนเทือกเขาแอลป์ของสวิส
แม้อากาศจะเหน็บหนาว แต่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกยังเผชิญกับการแบ่งขั้วแข่งขันและปัญหาความขัดแย้งที่ระอุทั่วโลกยังคงความร้อนแรง การประชุม WEF ปีนี้จึงจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Rebuilding Trust” ซึ่งสะท้อนความพยายามที่จะฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งในสังคมและระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคต ท่ามกลางความท้าทายในโลกปัจจุบัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในบรรดาผู้เข้าร่วมกว่า 2,800 คน จะมีผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ และเป็นระดับประมุขหรือผู้นำเกือบ 60 ประเทศ รวมถึงนายกรัฐมนตรีจีน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประธานาธิบดียูเครน ประธานาธิบดีอิสราเอล เลขาธิการสหประชาชาติ สำหรับสหรัฐฯ แม้ว่าประธานาธิบดีไบเดนจะมิได้ไปเข้าร่วมด้วยตนเอง แต่ก็ส่งทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง มาเป็นผู้แทนเข้าร่วม เหล่านี้ล้วนแสดงถึงนัยทางการเมืองที่ปรากฏในเวทีเศรษฐกิจอย่าง WEF
22 นัดหมายของนายกรัฐมนตรี และการร่วมทัพของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน จึงมิใช่แค่เรื่องของการผลักดัน FTAs การดึงดูดการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม EV และโครงการ Landbridge แต่ยังแสดงถึงความพร้อมของไทยที่จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องที่ส่งผลต่อทั่วโลก ซึ่งเชื่อมโยงและกระทบกับทุกประเทศไม่มากก็น้อย สะท้อนให้เห็นว่าไทยเรามีมุมมองในประเด็นระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ หรือสถานการณ์ในฉนวนกาซ่าที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ใช้โอกาสในการพบกับประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศหารือแนวทางเรียกร้องให้มีการเจรจาหยุดยิง และผลักดันการช่วยเหลือตัวประกันที่เหลือให้ได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด
ส่วนในเรื่องใกล้บ้าน สถานการณ์ในเมียนมาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นานาประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะบทบาทของไทยในเรื่องดังกล่าว ในการหารือหลายโอกาส รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ไฮไลท์บทบาทของไทยในเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม รวมทั้งผลักดันให้อาเซียนกลับมามีบทบาทนำเพื่อร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืน ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ได้ใช้เวทีเสวนา “Learning from ASEAN” แบ่งปันประสบการณ์ของอาเซียนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานกว่าห้าทศวรรษ ในการช่วยสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคและโลก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาและการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
การเข้าร่วม WEF ของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการกลับสู่เวที WEF ของผู้นำไทย ในรอบ 12 ปี โดยเป็นการตอกย้ำว่าไทยได้กลับสู่จอเรดาร์โลกในทุกมิติ และส่งสารอันทรงพลังว่าไทยพร้อมแล้วที่จะร่วมกับประชาคมโลกฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ดีขึ้น ตรงกับหัวข้อของการประชุมปีนี้อย่างแท้จริง
โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ












