thansettakij
thansettakij
ศาลฎีกาลุยทบทวน“ยี่ต๊อก”คดีสำคัญ มุ่งลงโทษเหมาะสมกับสภาพความผิดและสังคม

ศาลฎีกาลุยทบทวน“ยี่ต๊อก”คดีสำคัญ มุ่งลงโทษเหมาะสมกับสภาพความผิดและสังคม

26 ต.ค. 69 | 10:02 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ต.ค. 69 | 10:23 น.

ประธานศาลฎีกาไฟเขียวตั้ง 5 คณะอนุกรรมการ ทบทวน “ยี่ต๊อก” คดีสำคัญทั่วประเทศ มุ่งลงโทษได้สัดส่วนความผิด ป้องปรามอาชญากรรม

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกาตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ เพื่อทบทวนและปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ หรือ "ยี่ต๊อก"
  • มีเป้าหมายเพื่อให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความร้ายแรงของพฤติการณ์ และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การทบทวนจะครอบคลุมกลุ่มคดีสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น คดียาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี คดีจราจร อาวุธปืน ทุจริต และ สิ่งแวดล้อม

ประธานศาลฎีกา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคม เสนอ ก.บ.ศ. ตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ หรือ “ยี่ต๊อก” ครอบคลุมคดียาเสพติด-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี-เลือกตั้ง คดีจราจร อาวุธปืน ทุจริตประพฤติมิชอบ และสิ่งแวดล้อม หวังให้แนวทางลงโทษสอดคล้องกับความร้ายแรงของพฤติการณ์ ความเสียหาย และบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป  

วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลัง นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา มอบนโยบายการบริหารงานศาลยุติธรรม 3 ด้าน ได้แก่ “หลักประกันความสงบสุขของสังคม กระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยา และองค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย” หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ประธานศาลฎีกาเร่งผลักดันตั้งแต่ช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง คือ การทบทวนและปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ หรือที่เรียกกันว่า “ยี่ต๊อก” ในกลุ่มความผิดสำคัญ เพื่อให้แนวทางการกำหนดโทษมีความเหมาะสม โปร่งใส และได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพสังคมและสถานการณ์อาชญากรรมในปัจจุบัน 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคม ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากรูปแบบการกระทำความผิดในปัจจุบัน มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดที่เปลี่ยนไป แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบการกระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดิม รวมถึงความผิดบางประเภทที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหรือสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง 

 

จึงจำเป็นต้องทบทวนว่า แนวทางการกำหนดโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังเหมาะสมกับลักษณะและระดับความร้ายแรงของความผิดเพียงใด รวมถึงสามารถป้องปราม ยับยั้งการกระทำความผิด และลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  

ประธานศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดโทษทางอาญาที่เหมาะสม และได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดเป็นกลไกสำคัญ ในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสังคม การปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างมาตรฐานการพิพากษาคดีให้มีความสอดคล้องกัน แต่ยังมุ่งให้การลงโทษมีผลในการป้องปราม สร้างความตระหนักถึงผลทางกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ และคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ตั้ง 5 คณะทบทวน“ยี่ต๊อก”คดีสำคัญ  

จากความสำคัญดังกล่าว ประธานศาลฎีกาได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ จำนวน 5 คณะ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในกลุ่มความผิดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ ความปลอดภัย และประโยชน์สาธารณะ ประกอบด้วย

1. คดียาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สำคัญ  

คณะอนุกรรมการชุดแรกจะทบทวนบัญชีมาตรฐานการลงโทษในคดียาเสพติด คดีตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สำคัญ โดยให้ความสำคัญกับความผิดที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง 

เนื่องจากความผิดกลุ่มนี้มีรูปแบบและวิธีการกระทำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งบางกรณีอาจสร้างความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาให้แนวทางการลงโทษสะท้อนความร้ายแรงของพฤติการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

2. คดีจราจรทางบกและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

คณะอนุกรรมการชุดที่สองจะทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนระดับความร้ายแรงและผลกระทบจากการกระทำความผิด 

เป้าหมายสำคัญ คือ การกำหนดแนวทางลงโทษที่เหมาะสมกับพฤติการณ์แต่ละประเภท เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงและสนับสนุนการสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน

3. คดีอาวุธปืนตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน 

คณะอนุกรรมการชุดที่สามจะพิจารณาปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกร ะสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

การทบทวนจะคำนึงถึงลักษณะการกระทำความผิด พฤติการณ์แวดล้อม และระดับความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อให้การกำหนดโทษสอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำ และสามารถป้องปรามการกระทำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

4. คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

คณะอนุกรรมการชุดที่สี่จะทบทวนแนวทางการลงโทษในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยพิจารณาทั้งลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ความเสียหายต่อระบบการบริหารราชการแผ่นดิน และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐ  

การกำหนดโทษในคดีประเภทนี้ จึงต้องคำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับพฤติการณ์ และช่วยป้องปรามการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

5. คดีสิ่งแวดล้อม 

คณะอนุกรรมการชุดที่ห้า จะทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาจากลักษณะการกระทำ ระดับความเสียหาย ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว 

การปรับปรุงแนวทางลงโทษจะมุ่งให้ระดับโทษสะท้อนความร้ายแรงและผลกระทบที่แท้จริงของการกระทำความผิด พร้อมส่งเสริมการป้องปรามการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรส่วนรวม

ศึกษากฎหมาย-แนวคำพิพากษา-ฟังความเห็นรอบด้าน  

สำหรับหน้าที่ของคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ จะครอบคลุมการศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดโทษตามบัญชีมาตรฐานการลงโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษา สถานการณ์และรูปแบบการกระทำความผิด ตลอดจนแนวทางการกำหนดโทษของต่างประเทศและมาตรฐานสากล 

นอกจากนี้ ยังจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษให้มีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 

ประธานศาลฎีกาได้วางแนวทางให้การดำเนินงานครั้งนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนตัวเลข หรือ กำหนดระดับโทษให้สูงขึ้นหรือลดลงเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความได้สัดส่วนระหว่างโทษกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด รวมถึงพฤติการณ์เฉพาะของผู้กระทำความผิดแต่ละราย 

เป้าหมาย คือ ให้การกำหนดโทษสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการลงโทษ ทั้งการป้องปรามการกระทำความผิด การป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และการคุ้มครองสังคม โดยไม่ละเลยหลักความยุติธรรมและความเหมาะสมกับข้อเท็จจริงในแต่ละคดี

“ยี่ต๊อก”เป็นแนวทางไม่ใช่กรอบตายตัว  

ศาลยุติธรรมยังยืนยันว่า บัญชีมาตรฐานการลงโทษไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวที่จำกัดดุลพินิจของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี แต่เป็นแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจ เพื่อส่งเสริมให้การกำหนดโทษมีมาตรฐานและมีความสอดคล้องกัน 

ผู้พิพากษายังคงมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสามารถกำหนดโทษให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง พฤติการณ์แห่งคดี ตลอดจนเหตุเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดแต่ละรายได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปอย่างยุติธรรม และได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดอย่างแท้จริง 

เสนอผลปรับปรุงตามขั้นตอน 

ภายหลังคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษแล้วเสร็จ จะนำผลการดำเนินงานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแนวทางการกำหนดโทษที่มีมาตรฐานสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ  

ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมจะประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าและผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ รวมถึงสาระสำคัญของบัญชีมาตรฐานการลงโทษที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง 

การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดในการธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ส่งเสริมให้การลงโทษมีความเหมาะสม เป็นธรรม และได้สัดส่วนกับความผิด พร้อมยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียม ปราศจากอคติ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นหลักประกันในการคุ้มครองประชาชนและรักษาความสงบสุขของสังคมได้อย่างแท้จริง