
ป.ป.ช. คุมเข้มเจ้าหน้าที่ใช้โซเชียล งดเรื่องส่วนตัวในเวลางาน
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ ป.ป.ช. กำกับเจ้าหน้าที่ใช้โซเชียล งดใช้เรื่องไม่เกี่ยวกับงานในเวลาราชการ ห้ามเผยความลับ–อ้างตำแหน่งหาประโยชน์ มีผล 23 ต.ค. 69
KEY
POINTS
- ป.ป.ช. ออกประกาศให้เจ้าหน้าที่งดใช้โซเชียลมีเดียในเรื่องส่วนตัวระหว่างเวลาราชการ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
- ห้ามเจ้าหน้าที่โพสต์เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เผยความลับราชการ, สร้างความแตกแยก, หรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
- ข้อบังคับครอบคลุมบุคลากรของ ป.ป.ช. ทุกประเภท และผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการสืบสวนเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยหรืออาญาต่อไป
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2569 ลงนามโดย นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2569
ประกาศฉบับนี้มีเป้าหมายกำกับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ให้เหมาะสม อยู่ภายใต้กรอบศีลธรรม จริยธรรม และประเพณีอันดีงาม ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย ความลับของทางราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน
งดใช้โซเชียลเรื่องส่วนตัวในเวลาราชการ
สาระสำคัญในข้อ 6 กำหนดว่า เจ้าหน้าที่พึงงดเว้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในเวลาราชการ อันอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หรืออาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าไม่อุทิศเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ราชการ
ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมุ่งกำกับการใช้โซเชียลที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ในเวลาราชการ โดยมีเงื่อนไขเรื่องผลกระทบต่อประสิทธิภาพงานและความเข้าใจของประชาชนประกอบด้วย
สำหรับบุคคลที่อยู่ภายใต้ประกาศ ครอบคลุมเลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างทุกประเภทของสำนักงาน ป.ป.ช. รวมถึงที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานกรรมการและกรรมการ ป.ป.ช. ที่สำนักงานดำเนินการจ้างและแต่งตั้งตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ห้ามเผยความลับ–โพสต์กระทบภาพลักษณ์หน่วยงาน
ประกาศข้อ 7 ห้ามเจ้าหน้าที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการในลักษณะไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือภาพลักษณ์ของหน่วยงาน โดยระบุพฤติกรรมสำคัญ 5 ลักษณะ ได้แก่
- แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือส่งผลกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการในลักษณะที่ไม่รักษาความลับของทางราชการ หรือกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยง
- เผยแพร่ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขณะสวมเครื่องแบบ หรือชุดที่มีเครื่องหมายหรือตราสัญลักษณ์สำนักงาน ป.ป.ช. ในลักษณะไม่สำรวมกิริยามารยาท ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน
- แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความแตกแยกทางความคิดหรือความเกลียดชังในสังคมหรือหน่วยงาน หรืออาจกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาต่อหน่วยงาน
- ใช้โซเชียลโอ้อวดการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้หรืออ้างตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนเองหรือผู้อื่น เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังต้องระมัดระวังไม่ให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใช้หรืออ้างถึงตำแหน่งหน้าที่ของตนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใดของตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
ย้ำความสุภาพ–รักษาความเป็นกลางทางการเมือง
ในส่วนหลักทั่วไป ประกาศกำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยความระมัดระวัง สุภาพ สำรวมกิริยามารยาท และยึดถือจริยธรรม โดยงดเว้นการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การโต้เถียง การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น การสร้างความเกลียดชัง การระราน และการส่อเสียด
รวมถึงงดเว้นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม การคงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน หรือฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประชาชน
นิยาม “สื่อสังคมออนไลน์” ตามประกาศครอบคลุมสื่อดิจิทัลที่เปิดให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลร่วมสร้าง กระจาย และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็น ผ่านเว็บไซต์หรือโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอื่น รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต
ฝ่าฝืนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง
ด้านการกำกับดูแล ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ สั่งบรรจุและแต่งตั้ง หรือสั่งจ้าง แล้วแต่กรณี เป็นผู้กำกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามประกาศ
เมื่อมีข้อร้องเรียนหรือปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาเบื้องต้น หากไม่พบข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืน ให้สั่งยุติเรื่อง แต่หากพบข้อเท็จจริงและมีมูลเข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลจริยธรรม ให้ดำเนินการตามประมวลจริยธรรม
กรณีมีมูลเป็นความผิดทางวินัยหรือทางอาญา ให้ดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาตามกรณี โดยประกาศไม่ได้กำหนดให้การฝ่าฝืนทุกกรณีเป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง
หากการกระทำเป็นความผิดตามกฎหมายหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายและสำนักงาน ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประธานกรรมการ หรือกรรมการ ป.ป.ช. แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา ราชกิจจานุเบกษา







