thansettakij
thansettakij
สตง. แจงคดีตึกถล่ม จ่อฟ้องแพ่งเรียกคืนเงิน ส่ง ป.ป.ช. เชือดเจ้าหน้าที่มีเอี่ยว

สตง. จ่อฟ้องแพ่งเรียกคืนเงิน ส่ง ป.ป.ช. เชือดเจ้าหน้าที่เอี่ยวตึกถล่ม

14 ต.ค. 69 | 09:27 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 09:53 น.

สตง. แจงความคืบหน้ากรณีตึกถล่ม เผย คดีอาญาอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล ส่วนพฤติการณ์เจ้าหน้าที่ส่ง ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว พร้อมยกเลิกสัญญาทุกฝ่าย เตรียมฟ้องแพ่งเรียกเงินคืน แจงเบิกจ่ายงบประมาณจริงไม่สูญหาย ย้ำยังไม่มีการเบิกจ่ายงบครุภัณฑ์

KEY

POINTS

  • สตง. เตรียมยื่นฟ้องคดีแพ่งคู่สัญญาเพื่อเรียกเงินค่าจ้างคืน โดยประเมินความเสียหายทางสัญญาไว้ที่ประมาณ 500 กว่าล้านบาท
  • ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนเจ้าหน้าที่ สตง. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 10 คณะ รวม 70 คน
  • คดีอาญาที่ฟ้องร้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้ควบคุมงาน อยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล

14 ตุลาคม 2569 นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการทางกฎหมายกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงาน สตง.ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มช่วงเกิดแผ่นดินไหวที่ผ่านมาว่า ในส่วนของคดีอาญานั้น พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงาน ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล โดยเจ้าหน้าที่ สตง. ร่วมเป็นพยานฝั่งโจทก์

ขณะที่ประเด็นการตรวจสอบนอมินีและการเสนอราคาไม่เป็นธรรมนั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ดำเนินการฟ้องร้องแล้ว รวมถึงมีการส่งเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ สตง. รวม 10 คณะ 70 คนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน ซึ่ง สตง. ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ส่วนการดำเนินการตามสัญญา สตง.ได้ยกเลิกสัญญากับคู่สัญญาทุกฝ่ายและอยู่ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์เพื่อเสนอส่งชื่อเป็นผู้ทิ้งงานไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง รวมถึงเตรียมดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อฟ้องร้องคู่สัญญาเรียกร้องเงินค่าจ้างคืน

สำหรับวงเงินก่อสร้างโครงการทั้งหมด 2,136 ล้านบาท มีการจ่ายเงินค่างวดงานไป 22 งวด (จากทั้งหมด 36 งวด) เป็นเงิน 966 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักเงินล่วงหน้าและเงินประกันที่เรียกคืนมาได้ทั้งหมดแล้ว คงเหลือยอดเงินความเสียหายทางสัญญาจริงประมาณ 500 กว่าล้านบาท โดยมีคณะกรรมการตามระเบียบกฎหมายประเมินมูลค่าความเสียหายเพื่อยื่นหนังสือแจ้งเตือนและดำเนินการฟ้องร้องต่อไป

กรณีข้อสงสัยเรื่องการตั้งงบประมาณเช่าพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเวลา 15 ปี สตง. ระบุว่า จำเป็นต้องตั้งตามสัญญากู้เช่าที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งตั้งเป้าจะยุติภายในปี 2570 เพื่อคืนพื้นที่ให้ รฟท. นำไปให้หน่วยงานอื่นเช่าต่อ โดยปัจจุบัน สตง. ได้ปรับรูปแบบองค์กรเป็นดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้บุคลากรสามารถทำงานภายนอกหรือทำงานที่บ้านได้โดยไม่ต้องก่อสร้างอาคารเพิ่ม

พร้อมกันนี้ได้ชี้แจงกรณีราคาครุภัณฑ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ เช่น เก้าอี้ประธาน คตง. ตัวละกว่า 90,000 บาท และระบบโทรศัพท์ว่า ราคาดังกล่าวมาจากรายการวัสดุที่ผู้ออกแบบกำหนดตามความเหมาะสมของตำแหน่งและระบบการเชื่อมต่อซึ่งยังไม่มีการเบิกจ่ายเงิน หรือจัดซื้อครุภัณฑ์แต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอการปรับราคาตามปัจจุบันก่อนก่อสร้างจริง ทั้งนี้ ยืนยันว่า การจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามงวดงานจริงในแต่ละปี ไม่ได้สูญหาย 2,000 ล้านบาทตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สตง. เน้นย้ำว่า อยากให้แยกแยะระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาคารซึ่งเป็นไปตามระเบียบพัสดุกับมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินขององค์กรซึ่งตรวจตามเอกสารและการรับรองของผู้มีวิชาชีพโดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานยังคงเดินหน้าทำหน้าที่พิทักษ์เงินแผ่นดินต่อไป