thansettakij
thansettakij
เปิดคำพิพากษาศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี "หมอสรณ" ย้ำปมขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

เปิดคำพิพากษาศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี "หมอสรณ" ย้ำขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

25 ก.ย. 69 | 12:26 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ย. 69 | 12:45 น.

เปิดละเอียดคำพิพากษาศาลปกครองกลางยกฟ้อง คดี"นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์"ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.กรณีวินิจฉัยขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

KEY

POINTS

  • ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. กรณีมีมติว่าตนขาดคุณสมบัติ
  • ศาลชี้ว่า แม้ นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว แต่การยังปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ถือว่ายังมีความสัมพันธ์ในลักษณะเป็น "พนักงานหรือลูกจ้าง" ของหน่วยงานรัฐ
  • การดำรงสถานะดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งมีเจตนารมณ์ป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงชอบด้วยกฎหมาย

วันที่ 25 ก.ย. 2559 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ระหว่าง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน โดยวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง
 

ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า กรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว 

ศาลพิจารณาแล้วมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจวินิจฉัยภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้รับการสรรหาและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. แล้วหรือไม่ 

ศาลเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2564 บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ในการวินิจฉัยเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจวินิจฉัยกรณีของผู้ฟ้องคดี

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีความไม่เป็นกลางในการวินิจฉัย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเคยโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นคู่กรณีของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 

ศาลเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่พิจารณา และไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่นที่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้วินิจฉัยโดยไม่ครบองค์ประชุม และนำผู้ที่ไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมเข้าร่วมนับองค์ประชุมและร่วมลงคะแนนเสียง อีกทั้ง นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา กสทช. มีอายุ 70 ปี 8 เดือน (เกิดวันที่ 10 พ.ย. 2498 ) ในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัย 

ศาลเห็นว่า เดิมคณะกรรมการสรรหา กสทช. มี 7 คน แต่กรรมการ 2 คน พ้นจากตำแหน่ง จึงเหลือ 5 คน โดย นายวิทัย รัตนากร ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีสถานะเป็นกรรมการสรรหาโดยผลของกฎหมาย 

ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 1/2569 มีกรรมการเข้าประชุม 5 คน และแม้ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ไม่เข้าประชุม เหลือผู้เข้าประชุม 4 คน ซึ่งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด 7 คน จึงครบองค์ประชุมและมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 14 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง 

ส่วน นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดและยังไม่เกษียณอายุราชการ ในปี พ.ศ. 2568 และกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุของคณะกรรมการสรรหาไว้ จึงไม่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการสรรหา กสทช. 

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ในกระบวนพิจารณาทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน หรือไม่ให้ผู้ฟ้องคดีตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตน ตามมาตรา 30 และมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และใช้ระยะเวลาเร่งรีบเพียงแค่ 37 วัน 

ศาลเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีทราบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแสดงพยานหลักฐานหลายครั้ง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่เข้าร่วมประชุมและมิได้ขอตรวจดูเอกสาร โดยกลับยื่นคัดค้านอำนาจและความเป็นกลางของผู้ถูกฟ้องคดี 

ทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการทำงานในมหาวิทยาลัยไว้เอง จึงถือว่า ได้รับโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว 

ประกอบกับกรรมการสรรหา กสทช. บางรายใกล้พ้นจากตำแหน่ง และเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ จึงมีเหตุอันสมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยไม่ล่าช้า

ส่วนปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี 

ศาลเห็นว่า มาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์และรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลางของกรรมการ กสทช. การพิจารณาว่าบุคคลเป็น “พนักงานหรือลูกจ้าง” ของหน่วยงานของรัฐหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากสภาพความสัมพันธ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงโดยรวม มิใช่ยึดเฉพาะชื่อเรียกตำแหน่ง 

การมีสัญญาจ้าง หรือรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน กรณีผู้ฟ้องคดีแม้ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และไม่มีสัญญาจ้างเป็นแพทย์ประจำ แต่ภายหลังยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้สถานที่ เครื่องมือ บุคลากร และระบบงานของโรงพยาบาล ซึ่งย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎและการกำกับดูแลของหน่วยงาน 

อีกทั้ง มีการขึ้นรหัสบุคคลของผู้ฟ้องคดีในประเภท “พนักงานค่าตอบแทน (ชม.)” ได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์และประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติงาน โดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บและจัดสรรค่ารักษาพยาบาลให้ 

แม้ทางภาษีจะจัดเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระก็ตาม ก็เป็นเพียงการจัดประเภทเพื่อการเสียภาษี ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง 

ดังนั้น การลาออกจากตำแหน่งเดิมจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางนิติสัมพันธ์ แต่มิได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและผลประโยชน์กับหน่วยงานของรัฐหมดไป 

จึงเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันข้อเคลือบแคลงเกี่ยวกับความเป็นอิสระและความเป็นกลางของกรรมการ กสทช.

คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยการขาดคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง