thansettakij
thansettakij
สภาผู้บริโภคจี้ "นพ.สรณ" ยอมรับผลวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ กสทช. เปิดทางสะสาง 195 วาระค้าง

สภาผู้บริโภคจี้ "นพ.สรณ" ยอมรับผลวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ กสทช. เปิดทางสะสาง 195 วาระค้าง

21 ก.ย. 69 | 07:10 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 07:18 น.

สภาผู้บริโภคจี้เลิกยื้อเก้าอี้! ชี้ปม "นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ กสทช." ผ่านการตรวจสอบมานานกว่า 2 ปี วอนเปิดทางบอร์ดเดินหน้าสะสาง 195 วาระที่ค้างอยู่ เช็ครายละเอียดที่นี่

KEY

POINTS

  • สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยอมรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่าตนขาดคุณสมบัติการเป็นประธาน กสทช.
  • ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติที่ยืดเยื้อส่งผลให้การประชุม กสทช. ล่มหลายครั้ง และมีวาระสำคัญที่ต้องพิจารณาค้างอยู่ถึง 195 เรื่อง ซึ่งกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
  • สภาผู้บริโภคชี้ว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องบุญบาปตามที่ นพ.สรณ กล่าวอ้าง และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดก็ไม่ได้คืนสถานะประธาน กสทช. ให้

จากกรณีข้อพิพาทเรื่องสถานะประธาน กสทช. ยืดเยื้อมาตั้งแต่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย หลังจากนั้น การประชุม กสทช. ล่มลงหลายครั้ง ขณะที่วาระสำคัญยังค้างพิจารณาเป็นจำนวนมา ล่าสุด นพ.สรณ ออกมาแถลงว่า “ผมไม่ได้ทำบาปอะไรเลย” พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีความเร่งรีบให้ตนออกจากองค์กร นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ชี้ว่าประเด็นไม่ควรถูกดึงไปเป็นเรื่องบุญบาปหรือความเร่งรีบ แต่ควรยึดข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายจากคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้น

สารี กล่าวอีกว่า ข้อพิพาทเรื่องสถานะที่ยืดเยื้อกำลังทำให้ กสทช. เดินหน้าทำงานไม่ได้ และกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และการหยิบเรื่องบุญบาปขึ้นมาอธิบายอาจทำให้สังคมหลงประเด็น เพราะหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินทางศีลธรรม แต่เป็นเรื่องคุณสมบัติและผลทางกฎหมายจากคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นแล้ว      

“คุณหมอเป็นหมอที่ดี แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา คุณหมอถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไปแล้ว จึงควรเปิดทางให้ กสทช. เดินหน้าทำงาน และกลับไปทำหน้าที่แพทย์ที่ถนัด” สารี กล่าว

สารีระบุว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 แม้จะมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา แต่เนื้อหาในคำสั่งระบุชัดว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ดังนั้น การรับคำฟ้องจึงเป็นเพียงการเปิดทางให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัย ไม่ใช่การเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา หรือการคืนสถานะประธานและกรรมการ กสทช. ให้แก่ นพ.สรณ

สำหรับคำถามว่าเหตุใดจึงมีความเร่งรีบให้พ้นจากตำแหน่ง สารีกล่าวว่า ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม เพราะกรณีคุณสมบัติของ นพ.สรณ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ผ่านการร้องเรียนและตรวจสอบต่อเนื่องมามากกว่า 2 ปี โดยตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 สภาผู้บริโภคและเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ขอให้เปิดเผยรายงานตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ ก่อนที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีคำวินิจฉัยลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นข้ามคืน การพูดถึงบุญบาปหรือถามว่าทำไมต้องเร่งรีบ จึงไม่ได้ตอบข้อเท็จจริงทางกฎหมาย และทำให้ประเด็นสำคัญถูกเบี่ยงออกไป” สารี กล่าว

สารี ระบุอีกว่า นับจากคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัย การประชุม กสทช. ถูกเรียกประชุมและล่มไปแล้ว 11 ครั้ง ขณะที่มีวาระรอการพิจารณาสะสมถึง 195 เรื่อง แม้งบประมาณ ค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายในการบริหารองค์กรยังคงเบิกจ่ายตามปกติ แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และประโยชน์ของประชาชนกลับหยุดชะงัก

ทั้งนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดยังอ้างถึงมาตรา 20 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

“ขอให้ กสทช. หยุดเสียเวลากับข้อพิพาทเรื่องสถานะ และเร่งกลับมาทำงานตามหน้าที่ เพราะสิ่งที่เสียหายไม่ใช่เพียงโอกาสขององค์กร แต่คือโอกาสในการพัฒนากิจการโทรคมนาคม เศรษฐกิจ สังคม และประโยชน์สาธารณะของประเทศ” สารี กล่าวทิ้งท้าย.