
“วัส ติงสมิตร” ชำแหละมติ กกต. "ฮั้ว สว." ส่งศาล 77 ราย สวนทางบรรทัดฐานกฎหมาย
“วัส ติงสมิตร” ตั้งข้อสังเกตมติ กกต. เสียงข้างมากทำผิดหลักการอย่างร้ายแรง สวนทางกับบรรทัดฐานศาลฎีกาในคดีชลบุรี ฉะเชิงเทรา และร้อยเอ็ด ที่ใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์และนิติวิทยาศาสตร์จัดการขบวนการบล็อกโหวต พร้อมเตือนมติดังกล่าวอาจกลายเป็นดาบสองคมเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร วิพากษ์วิจารณ์มติ กกต. ที่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เพียง 77 ราย ว่าเป็นการใช้หลักกฎหมายผิดพลาด โดยนำมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่เข้มงวดมาใช้กับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง
- ชี้ว่ามติดังกล่าวสวนทางกับบรรทัดฐานของศาลฎีกาในคดีเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา ซึ่งศาลเคยรับฟังหลักฐานเชิงพฤติการณ์ เช่น การจับคู่แลกคะแนน หรือเครือข่ายจัดตั้ง เพื่อเพิกถอนสิทธิได้
- การลดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้องจากที่คณะกรรมการไต่สวนเสนอ 229 ราย เหลือเพียง 77 ราย อาจทำให้ กกต. เสียงข้างมากสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
15 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร” แสดงความคิดเห็นต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือ “คดีฮั้ว สว.” โดยระบุว่า มติดังกล่าวกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมของศาลฎีกา
โดย นายวัส ได้ระบุว่า กกต. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่ง 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ขณะที่กรรมการไต่สวนชุด 26 เคยเสนอให้ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 229 ราย จึงก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อมาตรฐานการใช้ดุลพินิจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
1. การปะปนหลักการ: นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4)
หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน หมวด 4 (การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) โดยเฉพาะ มาตรา 62
• หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง) : กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล
• หมวด 6 (ความผิดทางอาญา) : เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด
การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ "บีบช่องทางฟ้อง" ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า "หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น" ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย
2. บทเรียนบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตเลือก สว. (ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ร้อยเอ็ด)
หากนำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยมีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของผู้กระทำผิดในคดีเลือก สว. ปี 2567 มาพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครอง "วิจารณญาณอันเป็นอิสระ" และใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ สถิติ และนิติวิทยาศาสตร์ในการวินิจฉัยตามมาตรา 62 โดยไม่ตัดตอนพิจารณาเฉพาะเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว ดังนี้:
คดีชลบุรี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 47/2568) :
• บรรทัดฐานแรกของการจับคู่: ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า เพียงการ "สมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน" ผ่านข้อความแชทแอปพลิเคชัน LINE เช่น "เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะ" หรือการนัดพบปะกันก่อนวันเลือกจริง ก็ถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำลายดุลพินิจอิสระและทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมแล้ว ศาลจึงพิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง
คดีฉะเชิงเทรา / คดี "กำพล" (ดำ ลต สว 19/2568 / แดง ลต สว 66/2569) :
• เครือข่ายจัดตั้งและผู้บงการ (Mastermind): ศาลรับฟังพฤติการณ์การทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผน จัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน ("ยิงเบอร์")
• พยานซัดทอดและพยานดิจิทัล: ศาลรับฟังคำให้การของ ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ กกต. กันไว้เป็นพยาน (Accomplice Witness) ตามมาตรา 65 ประกอบกับพยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น คลิปเสียงที่ไม่พบร่องรอยตัดต่อ, ประวัติการใช้โทรศัพท์ (Call Log), และชุดข้อมูลแชท LINE ศาลมองภาพรวม (The Big Picture) ตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการว่าเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อล็อกผลลัพธ์ แม้ผู้บงการจะไม่ได้ลงมือส่งเงินด้วยตนเองก็ตาม
คดีร้อยเอ็ด (ดำ ลต สว 15/2568 / แดง ลต สว 69/2569) :
• นอมินีการเงินและกระบวนการศาลอำพราง: ผู้กระทำผิดพยายามสร้างธุรกรรมอำพรางโดยโอนเงินผ่านบัญชีนอมินี (ลูกน้อง/ภริยา) และอ้างค่าสินค้า/ค่ากาแฟ รวมถึงการสร้างพยานหลักฐานเท็จด้วยการแกล้งยื่นฟ้องคดีแพ่งอำพราง
• พยานวิทยาศาสตร์และหลักความผิดสำเร็จ: ศาลฎีกาใช้น้ำหนักจากพิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) ยืนยันตำแหน่งบุคคลร่วมกับระยะเวลาโอนเงินที่ห่างกันเพียง 1 นาที หักล้างข้ออ้างทั้งหมด อีกทั้งวางหลักว่าการ "เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้" ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่การเจรจาสิ้นสุด แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม ส่งผลให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี รวม 6 ราย
พฤติการณ์จากทั้ง 3 คดีข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการบล็อกโหวต การตั้งเครือข่าย หรือการตกลงแลกคะแนน ย่อม "เพียงพอ" ที่จะรับฟังได้ว่าการเลือก สว. "มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม" ตามมาตรา 62 การที่ กกต. เสียงข้างมากมองข้ามพยานหลักฐานเชิงเชื่อมโยง แผนผังความสัมพันธ์ และรูปแบบการลงคะแนน แล้วตัดตอนส่งฟ้องเพียง 77 ราย โดยอ้างว่าพยานหลักฐานทางอาญาไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการปฏิเสธเจตนารมณ์ของกฎหมายและบรรทัดฐานของศาลฎีกาโดยสิ้นเชิง
3. สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญา
การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 ด้วยเหตุผลดังนี้:
• การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ "ปล่อยหลุด" ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง
• สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม: การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น "เกราะคุ้มกัน" ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น "ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม" ของการเลือกตั้ง
บทสรุป
มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ







