thansettakij
thansettakij
อนุกมธ.จี้คุมเข้ม“แพลนต์ปูน”กลางเมืองกรุง ชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ น้ำปูนทะลัก

อนุกมธ.จี้คุมเข้ม“แพลนต์ปูน”กลางเมืองกรุง ชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ น้ำปูนทะลัก

03 ก.ย. 69 | 08:44 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 08:58 น.

อนุ กมธ.อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชนเมืองกรุง จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก

KEY

POINTS

  • คณะอนุกรรมาธิการฯ รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและ ส.ส. กรณีแพลนต์ปูนในเขตชุมชนกรุงเทพฯ สร้างผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 น้ำปูนรั่วไหลลงคลอง และปัญหารถบรรทุกทำลายพื้นผิวถนน
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่ามีมาตรการควบคุมอยู่แล้ว เช่น กฎหมายโรงงานและสาธารณสุข พร้อมยืนยันได้สั่งตรวจสอบแพลนต์ปูนทุกแห่งและแก้ไขปัญหาน้ำปูนรั่วแล้ว
  • พบปัญหาแพลนต์ปูนบางแห่งอาจได้รับอนุญาตชั่วคราว แต่กลับเปิดดำเนินการถาวรในพื้นที่โซนที่อยู่อาศัย ซึ่งขัดต่อข้อกำหนดผังเมือง
  • อนุกมธ. มีมติให้ลงพื้นที่ตรวจสอบแพลนต์ปูนทั้งหมดแบบกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อรวบรวมข้อมูลจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาว


วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากลั่นกรองเรื่องร้องเรียนและสภาพปัญหาด้านอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายเกรียงยศ สุดลาภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ มอบหมายให้ นายฉัตรชัย ปิตุเตชะ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมพิจารณามาตรการกำกับดูแลและป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากการปล่อยมลพิษของโรงงานผลิตคอนกรีตสำเร็จรูป (แพลนต์ปูน) ในเขตชุมชนและพื้นที่ริมทางรถไฟสายเก่าปากน้ำ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชี้แจง 

การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของประชาชน และ ส.ส. ในพื้นที่ โดย นายเอกราช อุดมอำนวย สส.เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ได้นำหลักฐานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมระบุว่า ในเขตดอนเมืองมีแพลนต์ปูน ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนหนาแน่นและใกล้คอนโดมิเนียม เช่น บริเวณตรงข้ามสวนสุขภาพศิริภรมย์ (สวนรมณีย์) และถนนสรงประภา 

จากการตรวจสอบกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่อยู่อาศัยที่ไม่อนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จถาวร แพลนต์ส่วนใหญ่เดิมทีอาจได้รับอนุญาตให้ตั้งชั่วคราว เพื่อกิจการก่อสร้างระยะสั้น แต่กลับเปิดดำเนินการผลิตเพื่อการค้าอย่างถาวรต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการปล่อยน้ำปูนเสียลงสู่คูคลองสาธารณะ การจราจรของรถบรรทุกสร้างความเสียหายต่อพื้นผิวถนนและรางรถไฟ รวมถึงปัญหาฝุ่นละออง PM10 และ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และสร้างความเดือดร้อนรุนแรงให้แก่ประชาชนรอบข้าง 

ด้านผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ในพื้นที่เขตดอนเมืองมีโรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) มาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2537, 2535 และ 2540 ซึ่งตั้งมาก่อนการขยายตัวของชุมชน 

ทั้งนี้ กรมโรงงานได้มีประกาศกระทรวงและหลักเกณฑ์เฉพาะในการควบคุมมลพิษ ทั้งด้านฝุ่นละออง เสียง และน้ำเสีย เช่น การกำหนดให้กองวัตถุดิบต้องมีระบบสเปรย์น้ำ มีจุดล้างทำความสะอาดล้อรถบรรทุกก่อนออกจากโรงงาน และต้องมีบ่อพักน้ำเสียขนาดความจุไม่น้อยกว่า 20 ลูกบาศก์เมตร 

หากพบ สภาพพื้นที่เปลี่ยนไปหรือก่อความเดือดร้อน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันที เช่น กรณีตัวอย่างที่เคยสั่งการให้ปรับปรุงเส้นทางเข้า-ออกและจุดล้างล้อในพื้นที่ริมทางรถไฟสายเก่ามาแล้ว  

ขณะที่ ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า นอกจากกฎหมายโรงงานแล้ว กทม.ยังใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยในช่วงเตรียมรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 กทม. ได้ยกระดับความเข้มงวด ออกคำสั่งให้ตรวจสอบแพลนต์ปูนและกิจการที่ก่อให้เกิดฝุ่นทั่วกรุงเทพมหานคร ให้ครบทุกแห่ง ภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ 

พร้อมยืนยันว่า กรณีท่อส่งน้ำปูนรั่วไหลที่เกิดขึ้นในเขตดอนเมือง ทางสำนักงานเขตได้ประสานให้ผู้ประกอบการแก้ไขปิดรอยรั่วเรียบร้อยแล้ว และด้านผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ และผู้แทนกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจวัดมลพิษทางอากาศ ควันดำ และสภาพรถบรรทุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการกำกับดูแลคนขับรถ ไม่ให้ทำผิดกฎจราจรและบรรทุกน้ำหนักเกินเพื่อป้องกันถนนชำรุด

ทั้งนี้ นายฉัตรชัย ประธานในที่ประชุม ได้สรุปข้อสังเกตและข้อเสนอแนะโดยขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง 

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการประสานงานร่วมกับ ส.ส.ในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบแพลนต์ปูนทั้งหมดแบบ "กะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า" เพื่อเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงสภาพการดำเนินงานที่แท้จริง นำมาสรุปเป็นรายงานศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนต่อไป