
นักวิชาการ ห่วงคดีประธาน กสทช. “หมอสรณ” สะเทือนคนเก่งถอยห่างงานสาธารณะ
นักวิชาการ “รศ.ดร.สุชาติ” ชี้ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. “หมอสรณ” ต้องแยกข้อกฎหมายจากการตัดสินทางสังคม ห่วงหากระบบตีความไม่ชัด อาจกลายเป็นต้นทุน ทำคนเก่งไม่กล้าเข้ารับงานสาธารณะ
KEY
POINTS
- นักวิชาการแสดงความกังวลว่ากรณีคุณสมบัติของประธาน กสทช. อาจทำให้ผู้มีความสามารถและผู้เชี่ยวชาญไม่กล้าเข้ารับตำแหน่งในองค์กรภาครัฐ เพราะกลัวความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากข้อกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน
- ชี้ว่าควรพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นสำคัญ และตั้งคำถามว่าการทำหน้าที่แพทย์ของ นพ.สรณ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่
- เรียกร้องให้สังคมแยกการตรวจสอบตามกฎหมายออกจากการตัดสินล่วงหน้า เนื่องจากข้อกฎหมายยังมีการตีความที่แตกต่างกัน ควรให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่จนกว่าจะมีข้อยุติที่ชัดเจน
รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ ออกมาสะท้อนมุมมองต่อกรณีคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
รศ.ดร.สุชาติ ระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งหรือเป็นเพียงประเด็นทางกฎหมาย แต่ควรพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อระบบการดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประเด็นสำคัญคือควรแยก “การตรวจสอบตามกฎหมาย” ออกจาก “การตัดสินบุคคลในทางสังคม” เพราะแม้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่หากข้อกฎหมายยังมีความเห็นแตกต่างกัน ก็ควรเปิดโอกาสให้ข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่จนถึงข้อยุติ
เปิดเจตนารมณ์กฎหมาย ปม “หมอสรณ” ต้องมองให้รอบด้าน
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ป้องกันการถูกครอบงำจากหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจ และสร้างหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น การนำข้อกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในกรณี นพ.สรณ จึงควรพิจารณาด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงหรือผลประโยชน์ทับซ้อนที่กฎหมายต้องการป้องกันจริงหรือไม่
“ก่อนจะตัดสินว่าผิดหรือถูก ควรถามว่าเราเข้าใจวัตถุประสงค์ของกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายควรสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย”
ตั้งคำถาม “รักษาคนไข้” เกี่ยวข้องผลประโยชน์ กสทช. อย่างไร
สำหรับประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา รศ.ดร.สุชาติ ระบุว่า กรณีของ นพ.สรณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม หรือข้อกล่าวหาว่ารับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. รวมถึงไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่ประเด็นหนึ่งอยู่ที่สถานะการเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง หลังพ้นจากสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว
ข้อมูลที่ นพ.สรณ เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า ภายหลังวันที่ 8 มกราคม 2565 ได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานโรงพยาบาลรามาธิบดี ส่วนการตรวจรักษาผู้ป่วยในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์นอกเวลา โดยได้รับค่าตอบแทนเฉพาะครั้งที่ปฏิบัติงาน และไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำในฐานะพนักงานรัฐ
ขณะที่ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า การทำหน้าที่ทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่เป็นลักษณะแพทย์จิตอาสาและไม่ได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาล
รศ.ดร.สุชาติ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ สถานะทางกฎหมายของแพทย์รายชั่วโมงว่าเข้าข่าย “ลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ” ตามกฎหมายหรือไม่ และอีกส่วนคือการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ กสทช. หรือไม่
ทั้งสองประเด็นไม่ควรถูกนำมาปะปนกัน เพราะข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง
กฎหมายยังเห็นต่าง ต้องระวัง “ตัดสินล่วงหน้า”
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.สุชาติ มองว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานะของ นพ.สรณ รวมถึงอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติภายหลังการแต่งตั้ง
จากข้อมูลที่ปรากฏ มีการตีความทางกฎหมายมากกว่าหนึ่งแนวทาง ทั้งแนวที่เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจตามมาตรา 15/1 ประกอบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และอีกแนวทางที่อ้างหลักจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งอำนาจสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งเสร็จสิ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา หลังกรรมการบางรายพ้นจากตำแหน่งต้นสังกัด รวมถึงการเปลี่ยนตัวผู้แทนบางหน่วยงานว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่
เมื่อข้อกฎหมายยังมีหลายประเด็นที่ต้องวินิจฉัย รศ.ดร.สุชาติ จึงเห็นว่าควรระมัดระวังการสร้าง “คำตัดสินทางสังคม” ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะมีข้อยุติ
“คนทำงานสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบกับการประณามเป็นคนละเรื่อง การตั้งคำถามกับการตัดสินว่าผิดไปแล้วก็เป็นคนละเรื่องเช่นกัน”
ห่วงผลกระทบลามถึง “คนเก่ง” ไม่กล้ารับงานรัฐ
ในมุมเศรษฐศาสตร์สถาบันและการบริหารภาครัฐ รศ.ดร.สุชาติ มองว่า กรณีนี้มีนัยสำคัญมากกว่าตัวบุคคล เพราะประเทศไทยต้องการดึงผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากภาควิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แต่การจะดึงคนเหล่านี้เข้ามาได้ ระบบต้องสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการตรวจสอบภายใต้มาตรฐานที่เป็นธรรม ชัดเจน และคาดการณ์ได้
หากผู้เชี่ยวชาญที่มีอาชีพมั่นคงและมีทางเลือกในการทำงาน ตัดสินใจเข้ามารับภารกิจสาธารณะ แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติ หรือจากการตีความกฎหมายที่ยังมีความเห็นแตกต่าง อาจทำให้ผู้มีความสามารถบางส่วนลังเลที่จะเข้ามาทำงานในภาครัฐหรือองค์กรอิสระในอนาคต
รศ.ดร.สุชาติ มองว่า นี่คือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ของระบบ หากคนเก่งรู้สึกว่าการเข้ามาทำงานเพื่อประเทศมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อชื่อเสียงและวิชาชีพ แม้ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย คนจำนวนหนึ่งอาจเลือกไม่เข้ามาตั้งแต่ต้น ซึ่งท้ายที่สุดประเทศอาจเป็นฝ่ายเสียโอกาส
ย้ำ “ผิดก็ว่าผิด” แต่หากยังไม่ชัดต้องให้ความเป็นธรรม
ทั้งนี้ รศ.ดร.สุชาติ ย้ำว่า การตั้งข้อสังเกตไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ ควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ หรือควรได้รับความเห็นใจจนละเลยข้อกฎหมาย ตรงกันข้าม ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญยิ่งต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญคือไม่ควรสรุปความผิดของบุคคลก่อนที่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วน
“หากผิดก็ต้องว่าผิด แต่ถ้ายังไม่ชัดก็ต้องให้ความเป็นธรรม และถ้าประเด็นสำคัญเป็นเรื่องการตีความสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ก็ควรให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้กระแสสังคมตัดสินล่วงหน้า”
บททดสอบสมดุล “ตรวจสอบอำนาจ” กับ “ความเป็นธรรม”
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีนี้จึงมีความหมายมากกว่าคำถามว่า นพ.สรณ จะอยู่หรือพ้นจากตำแหน่ง เพราะเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่าง “การตรวจสอบผู้มีอำนาจ” กับ “การคุ้มครองความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตรวจสอบ” ได้อย่างไร
หลักการสำคัญคือ ประเทศต้องมีกฎหมายที่เข้มแข็งในการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่หลุดออกจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และไม่ควรทำให้บุคคลได้รับความเสียหายจากข้อกล่าวหาที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินกรณี “หมอสรณ” ควรพิจารณาให้ครบทั้งว่า การกระทำที่ถูกตั้งคำถามขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายจริงหรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และกระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจนและเป็นธรรมเพียงพอหรือยัง
เพราะในท้ายที่สุด คนทำงานสาธารณะต้องพร้อมถูกตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบเองก็ต้องสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน







