
มติปลด “ประธาน กสทช.” ส่อเค้าวุ่น 'ณรงค์ รัฐอมฤต' อดีตกรรมการสรรหาโต้ข้อวินิจฉัย
ส่งหนังสือถึงนายกฯ และ ประธานวุฒิสภา ย้ำกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจชี้ขาดสถานะประธาน กสทช. ขณะที่ "ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์" กรรมการสรรหาฯชุดปัจจุบันถอนตัวจากการประชุม ชี้ กรรมการสรรหาไม่มีอำนาจ
KEY
POINTS
- นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการสรรหา กสทช. ทำหนังสือโต้แย้งมติของคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ
- เขาชี้แจงว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อกระบวนการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เสร็จสิ้นสมบูรณ์
- ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ดำรงตำแหน่งแล้ว ซึ่งความเห็นนี้สอดคล้องกับกรรมการสรรหาอีกราย
นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา เพื่อชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ภายหลังมีการอ้างมติคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์พิเศษ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
นายณรงค์ระบุว่า เมื่อได้พิจารณาข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาแล้ว เห็นว่ามีข้อกฎหมายที่ควรต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีหน้าที่ตามมาตรา 15/1 เพียงดำเนินกระบวนการรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ และเสนอรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกต่อวุฒิสภา เมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว
หนังสือยังระบุว่า หากกรรมการสรรหาบางรายประสงค์จะแสดงความเห็นภายหลัง ย่อมต้องได้รับมอบหมายจากองค์กรต้นสังกัดเสียก่อน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาเป็นคณะเฉพาะกิจที่มีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการสรรหาเท่านั้น ไม่ใช่องค์กรถาวรที่สามารถใช้อำนาจต่อเนื่องภายหลังการแต่งตั้งกรรมการ กสทช.
นายณรงค์เห็นว่า การอ้างข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง อาจเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด และต้องมีบทบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง พร้อมระบุว่าการชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การตีความกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตามกฎหมายของประเทศ
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหาเช่นกัน โดยในที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางยุพินได้แสดงความเห็นว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 15/1 ครอบคลุมเฉพาะการพิจารณาคุณสมบัติของ "ผู้สมัคร" หรือ "ผู้ได้รับการคัดเลือก" ก่อนเข้ารับตำแหน่งเท่านั้น เมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง
นางยุพินยัง เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยกรณีกรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ภายหลังการแต่งตั้ง แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามก็ตาม อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วก็ยุติบทบาท และไม่มีอำนาจแสวงหาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช. ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นางยุพินจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่สามารถร่วมพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยจากองค์กรผู้มีอำนาจว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจพิจารณากรณีดังกล่าวหรือไม่ ก่อนขอถอนตัวออกจากการประชุม จึงทำให้มติกรรมการสรรหาไม่ได้ 4:0 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังมีความเห็นของนางยุพินที่เป็นเสียงข้างน้อย
ทั้งนี้ความเห็นของนายณรงค์และนางยุพินต่างยืนยันหลักการเดียวกันว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาแล้วเสร็จและผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว จึงไม่มีอำนาจกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง
นอกจากนี้ แนวความเห็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งวางหลักว่า คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่เพียงดำเนินกระบวนการสรรหา เมื่อการสรรหาเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง ไม่ได้มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว.







