
ประธาน กสทช.เผยทำหนังสือถึงนายกฯชี้แจงมติคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
พร้อมขอความร่วมมือ กรรมการ กสทช.เข้าร่วมประชุมในวันที่ 11 และ 13 ส.ค.นี้ ด้าน 3 กรรมการฝ่ายค้านชี้แจงสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมประชุมและลงมติร่วมกับผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมาย
KEY
POINTS
- ประธาน กสทช. ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงและขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับมติของคณะกรรมการสรรหา กสทช.
- ประธาน กสทช. ยืนยันว่าตนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องและมีหลักฐานการลาออกเพื่อเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ แล้ว
- การชี้แจงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช. ซึ่งทำให้การประชุมล่มหลายครั้ง เนื่องจากกรรมการบางส่วนกังวลเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของประธานตามมติของคณะกรรมการสรรหาฯ
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช.เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นการประชุมครั้งที่ 24 /2569 หลังจาก ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้เปิดประชุมเมื่อเวลา 09.30 น. ปรากฏว่า กรรมการ กสทช.ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย
-
พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจิรญ
-
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต
-
และ นายศุภัช ศุภชลาศัย
ได้เดินออกจากห้องประชุม ขณะที่ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ยื่นลาป่วย ส่วน รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ (แจ้งลากิจ) ขณะที่ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ประชุมผ่านออนไลน์ หลังเวลาผ่านไป 30 นาที จนถึงเวลา 10.00 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้แจ้งว่าองค์ประชุมไม่ครบจึงสั่ง "งดประชุม"
ต่อมา ประธาน กสทช. ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่บอร์ดบางส่วนพยายามลงมติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า ไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับใดเปิดช่องให้ทำได้ พร้อมย้ำว่าการทำหน้าที่ตรงนี้ตลอด 4 ปี 4 เดือน เป็นไปด้วยความตั้งใจและถูกต้องตามกฎหมาย หากหยุดทำหน้าที่ก็เท่ากับเป็นเพียง "ตุ๊กตายาง"
ต่อข้อถามที่ว่าเรื่องนี้จะมีทางออกหรือไม่เพราะการประชุมบอร์ด กสทช. "ล่ม" มาแล้ว 3 ครั้ง
"เดี่ยวก็มีมั้งคับแล้วคงพยายามแก้ไขกันเองเรื่องการจัดประชุมบอกว่าให้ลงมติให้ประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่มีในกฎระเบียบข้อบังคับผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่"
"เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ทำส่งหนังสือถึงท่านนายกฯ ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคำวินิจฉัยมติคณะกรรมการสรรหา กสทช.ผมไม่ได้ทำอะไรผิดทำตามกฏหมาย" ศ.นพ.คลินิก กล่าว
ต่อข้อถามที่ว่า กรรมการ กสทช.จะมีการประชุมนอกรอบเพื่อหาทางออกได้ไหม ประธาน กสทช.กล่าว ไม่สามารถทำได้เพราะทำแบบนั้นจะถือว่า "ฮั้ว"
ประธาน กสทช. ยังเปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงประเด็นการเรียกร้องเรื่อง "สปิริต" เพื่อถอยคนละก้าวว่า คำว่าสปิริตเป็นเรื่องนามธรรมและเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคล ที่ผ่านมาตนปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดแต่ก็ยังคงเผชิญมรสุมมาโดยตลอด ส่วนประเด็นข้อสถานะทางกฎหมายขณะนี้ จึงขอความร่วมมือให้กรรมการทุกคนกลับเข้าร่วมการประชุมตามวาระปกติเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน โดยไม่มีการตกลงนอกรอบ
ส่วนกรณีที่กรรมการ 3 รายแสดงความกังวลว่า หากร่วมลงมติต่าง ๆ อาจส่งผลให้มติเป็นโมฆะนั้น ประธาน กสทช. ชี้แจงว่า ตนเป็นเพียง 1 เสียงในบอร์ด ซึ่งหากมีความกังวล ทางออกในการเข้าประชุมอาจเป็นการ "งดออกเสียง" ในวาระนั้น ๆ ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่ขอให้เข้าร่วมประชุม โดยเตรียมจัดประชุมบอร์ด กสทช. นัดถัดไปในวันที่ 11 และ วันที่ 13 สิงหาคมนี้
3 กรรมการฝ่ายค้านแจงเหตุสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมประชุมและลงมติร่วมกับผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมาย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต เปิดเผยว่าในวาระการประชุมมีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องหารือ แต่กังวลการลงมติใด ๆ ของประธาน กสทช. คือ ศ.นพ.สรณ อาจสุ่มเสี่ยงมีความผิดตามกฎหมายหลายข้อ เพราะถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ว่า มีลักษณะต้องห้าม แม้ นพ.สรณ จะยื่นฟ้องศาลปกครองขอเพิกถอนและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งขัดต่อระเบียบข้อ 16 การประชุม กสทช. เมื่อประธานไม่สามารถนำการประชุมได้ ต้องมอบหมายคนอื่นเป็นผู้นำประชุมแทน
ศ.ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า ไม่สามารถร่วมประชุมกับ นพ.สรณ ได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีคำวินิจฉัยซึ่งถือเป็นที่สุดเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. แล้ว หากเข้าร่วมประชุมหรือลงมติ อาจทำให้มติทั้งหมดไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อความรับผิดทั้งทางอาญาและทางปกครอง
สำหรับกรณีที่ นพ.สรณ ระบุว่าการยุติปฏิบัติหน้าที่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ศ.ดร.พิรงรอง ยกตัวอย่างกรณีของ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งยุติปฏิบัติหน้าที่ทันทีภายหลังมีคำพิพากษา แม้จะใช้เวลานานกว่า 9 เดือนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ปรากฏว่ามีความผิดตามมาตรา 157 และองค์กรยังสามารถเดินหน้าทำงานได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ในอดีตเมื่อ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ได้เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมสามารถเลือกกรรมการคนอื่นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ รวมถึงการประชุมวาระสำคัญอย่างการควบรวมกิจการโทรคมนาคมโดยไม่เกิดปัญหาทางกฎหมาย
ส่วนการลงนามประกาศหรือเอกสารราชการนั้น ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ในอดีตสมัย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน กสทช. คณะกรรมการเคยมีมติมอบหมายให้นายนที ศุกลรัตน์ ลงนามแทนประธานได้ และศาลปกครองก็มีคำวินิจฉัยรับรองว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ หากเป็นมติของคณะกรรมการทั้งคณะ
มีความเป็นไปได้ที่จะทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หนังสือต้องออกจากบอร์ดที่เหลือ 6 คน
ยืนยันไม่ใช่ “วอล์กเอาต์” พร้อมกลับมาทำงานหากกฎหมายชัดเจน
นายศุภัช กล่าวว่า การที่กรรมการบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ไม่ใช่การ “Walk Out” แต่เป็นการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีหลักประกันทางกฎหมาย หากเกิดความเสียหายในภายหลังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง
เขา ระบุว่า ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมมีไม่น้อยกว่า 4 คน และทุกฝ่ายพร้อมกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทันที หากได้รับความชัดเจนทางกฎหมาย ไม่ว่าจะมาจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่มีอำนาจวินิจฉัย
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษากฎหมายไม่ให้เข้าร่วมประชุมกับบุคคลที่อาจไม่มีสถานะทางกฎหมาย เพราะอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและประเทศในวงกว้าง หากการตัดสินใจของ กสทช. ถูกโต้แย้งในภายหลัง พร้อมยืนยันว่าหากข้อพิพาทยังหาข้อยุติไม่ได้ ก็จำเป็นต้องให้หน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจเข้ามาวินิจฉัย
พร้อมกันนี้ ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวางการทำงานของ กสทช. โดยระบุว่า ตนเป็นผู้เรียกร้องให้เร่งพิจารณาวาระค้างสำคัญ ทั้งเรื่องทีวีดิจิทัล โรดแมปคลื่นความถี่ และวาระสำคัญอื่น ๆ มาโดยตลอด และมีหลักฐานยืนยันว่าการประชุมที่ผ่านมา วาระค้างไม่ได้ลดลงเลย.







